ทั้งนี้ หลังจากช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศไทยพบแนวโน้มน่าตกใจเกี่ยวกับ “ปัญหาสุขภาพจิตคนไทย” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รัฐบาลจึงมีการประกาศให้ “เดือน พ..” เป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว รวมถึงเพื่อรณรงค์ให้สังคมและคนไทยนั้น…

ร่วมกันค้นหาวิธีรับมือสถานการณ์ดังกล่าว

เพื่อลดความรุนแรง” จากปัญหาสุขภาพจิต

หลังไม่กี่ปีมานี้คนไทยเผชิญปัญหานี้รุนแรง

ทั้งนี้ เนื่องใน “เดือนแห่งสุขภาพใจ” ที่ทางรัฐบาลมีการประกาศให้เดือน พ.ค. ของทุกปี เป็นช่วงเวลาแห่งการรณรงค์ให้คนไทยและสังคมไทยหันมาใส่ใจ และตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิต หลังพบแนวโน้มคนไทยมีอัตรา “ป่วยด้วยปัญหาสุขภาพจิต” เยอะขึ้น ที่ก็มีปัจจัยหลัก ๆ มาจากวิกฤติต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นลูกแล้วลูกเล่า โดยเฉพาะจาก “ปัญหาปากท้องวิกฤติเศรษฐกิจ” จึงมีการประกาศให้ในเดือนนี้ของทุก ๆ ปีเป็น “เดือนแห่งการรวมพลังคนไทย” เพื่อ “ฝ่าวิกฤติใจที่เกิดขึ้น” และสำหรับแนวทางช่วย Reset จิตใจ” เพื่อให้มีพลังรับมือกับทุก ๆ วิกฤติที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้นั้น…

กรณีนี้มีคำแนะนำที่เป็นวิธีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน

ที่ทุกคนก็สามารถทำตามได้เพื่อฟื้นพลังจิตใจ

เกี่ยวกับแนวทางที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อนั้น เป็นคำแนะนำที่ทาง นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้มีการโพสต์แนะนำ “แนวทางเพื่อรับมือความเครียด” ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของกรมสุขภาพจิต โดยโฟกัสที่ “การรีเซ็ตจิตใจ” เพื่อรับมือ “วิกฤติโลกเวลานี้” ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ผ่านคำแนะนำต่าง ๆ ดังต่อไปนี้…

ทาง นพ.กิตติศักดิ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้สะท้อนถึง “สถานการณ์น่าเป็นห่วงด้านสุขภาพจิต” ในเวลานี้ว่า… ท่ามกลางชีวิตที่รายล้อมไปด้วยวิกฤติปัญหาต่าง ๆ ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ วิกฤติสถานการณ์ด้านพลังงาน ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยจำนวนมากวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งเมื่อความวิตกดังกล่าวเกิดการสะสมไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะสะท้อนออกมาผ่านทางพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น มีแนวโน้มที่ใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือมีพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เปลี่ยนไปในทางลบบ่อยครั้งมากขึ้น เช่น กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย รู้สึกโมโหฉุนเฉียวง่ายขึ้น เป็นต้น

โดยอาการเหล่านี้มาจากความเครียดสะสม

จากความวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอนในชีวิต

นอกจากนั้น ในหลาย ๆ คนที่เกิดความเครียดสะสม ยังอาจเกิดพฤติกรรมเชิงลบอื่น ๆ ตามมา เช่น กลายเป็นโรคนอนไม่หลับ, เบื่ออาหาร, เลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเมื่ออาการรุนแรงขึ้นก็จะเริ่มกระทบไปถึง ปฏิสัมพันธ์กับรอบตัว จนส่งผลให้เกิดปัญหาครอบครัว หรือกับคนรอบข้างบ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าหากไม่ เร่งรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ บำบัดฟื้นฟูจิตใจ กรณีนี้ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรงและรุนแรงมากขึ้นได้

และนี่เป็น “คำเตือน” เรื่องนี้ที่ถูกเน้นย้ำไว้

แล้วมีวิธีใดช่วยรีเซ็ตใจได้บ้าง? ซึ่งอธิบดีกรมสุขภาพจิตให้คำแนะนำเรื่องนี้ไว้ ดังนี้ ได้แก่… 1. สำรวจจิตใจ ด้วยการสังเกตอารมณ์ตนเอง โดยเปรียบเทียบความโกรธ หรือความเครียดกับอารมณ์พื้นฐาน เพื่อรับรู้สัญญาณเตือนล่วงหน้า, 2. จัดการอารมณ์กับพฤติกรรม ด้วยการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย ฟังเพลงที่ชอบ, 3. คุยกับคนรอบข้าง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก, 4. วางแผนรับมือ โดยเตรียมตัวล่วงหน้าให้กับตัวเองไว้ในหลาย ๆ ด้าน เช่น วางแผนค่าใช้จ่าย สำรองเงินฉุกเฉิน จัดลำดับงาน และ 5. ขอความช่วยเหลือ หากเกินควบคุม ก็ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ…

กรณีที่รู้สึกว่ายากที่ควบคุมอารมณ์ได้แล้ว

นี่ก็เป็นแนวทางที่ทางผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้

และนอกจากแนวทางข้างต้นแล้ว ทาง นพ.กิตติศักดิ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ยังแนะนำอีกแนวทางน่าสนใจไว้เพิ่มเติมด้วย โดยเป็นแนวทางที่ เน้นป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ที่เรียกว่า… การเพิ่มวัคซีนใจ” ดังนี้ กล่าวคือ SAFE” เพื่อสร้างความอุ่นใจในชีวิต เช่น ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย วางแผนลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น แบ่งปันทรัพยากรให้กับครอบครัวหรือชุมชน, “CALM” เพื่อดูแลจิตใจให้สงบมากที่สุด ด้วยการคัดกรองการรับข่าวสาร จำกัดเวลาเสพข่าว, “HOPE” ปรับมุมมองเพื่อเติมความหวัง ด้วยการมุ่งเน้นสิ่งที่ควบคุมได้ เพื่อเสริมความเชื่อมั่น และสุดท้ายคือ CARE” ส่งต่อความห่วงใย ผ่านการดูแลคนรอบข้างด้วยศักยภาพของตนเอง …เหล่านี้เป็นแนวทางที่เน้น “กันก่อนเกิด” ที่มี “คีย์เวิร์ด 4 คำ” ด้วยกัน…

นั่นคือคำว่า… “SAFE-CALM-HOPE-CARE”

ที่เป็นแนวทางไม่ซับซ้อนที่น่าจะทำตามได้

ไม่ว่าจะ “รีเซ็ตใจ” หรือ “รีชาร์จจิต” ได้ทั้งคู่.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์