ทั้งนี้ ณ ที่นี้จะพลิกแฟ้มสะท้อนย้ำ-นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจากบทความของทาง ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับ “ปัญหาการติดพนัน”ที่ทาง เว็บไซต์ศูนย์ศึกษาปัญหาพนัน ได้เคยมีการเผยแพร่ไว้ ซึ่ง “ติดพนัน” นี่ก็ใช่ “การติด (Addiction)” โดยที่“ในทางพฤติกรรมนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่!!”

เล่นพนัน” นี่ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า “ไม่ดี”

ติดเล่นพนัน” นั้นก็ย่อมจะ “ยิ่งไม่ดี”

อย่าคิดว่าไม่ร้ายแรง “ทำให้ตายได้!!”

เกี่ยวกับ “ผลร้ายจากการติดพนัน” นั้น นอกจากในเชิง “ก่อปัญหาการเงิน” และ “ก่อปัญหาครอบครัว” รวมถึงอาจจะ “ก่อปัญหาสังคม” แล้ว… กับการ “ก่อปัญหาสุขภาพ” นี่ก็น่าพิจารณา-น่าตระหนัก ซึ่งในบทความโดยภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีการเผยแพร่ไว้ทางเว็บไซต์ศูนย์ศึกษาปัญหาพนัน โดยสังเขปนั้นมีว่า… ยิ่งการพนันชนิดใดเห็นผลได้เร็วก็จะยิ่งทำให้ติดการพนันชนิดนั้น ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น …นี่ควรต้องตระหนัก

เนื่องเพราะ… การติดการพนันก่อให้เกิดความบกพร่องในชีวิต ทั้งทางด้านจิตใจ ร่างกาย สังคม หรืออาชีพ อย่างรุนแรง มีผลกระทบต่อครอบครัว ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ และการเงิน” …ซึ่ง “ด้านสมองด้านจิตก็น่ากลัว!!”

ทั้งนี้ การ “ติดพนัน” นั้น มีการชี้ไว้ว่า… ปัจจุบัน “จัดว่าเป็นโรคทางสมอง” โดยมีงานวิจัยพบว่า วงจรการทำงานของสมองของผู้ติดการพนันมีลักษณะที่ต่างไปจากคนทั่วไป เช่น วงจรการควบคุมตนเอง โดยที่… ผู้ที่ติดเล่นพนัน สารสื่อประสาทในสมอง คือ “เซโรโทนิน (serotonin)” อาจเสียสมดุล โดยพบว่ามีระดับการทำงานลดลง

ในเพศหญิง มีแนวโน้มเล่นพนันแบบที่ไม่ต้องใช้ยุทธวิธี โดยเมื่อเทียบกับเพศชายแล้ว เพศหญิงมีแนวโน้มเล่นเพื่อหวังหนีปัญหาชีวิตมากกว่าเพศชาย อย่างไรก็ตาม จากการติดพนัน เพศหญิงจะมีแนวโน้มมีปัญหาติดแอลกอฮอล์หรือทำสิ่งผิดกฎหมายด้วยน้อยกว่าเพศชาย และก็มีแนวโน้มที่จะพยายามหาความช่วยเหลือในการรักษาการติดพนันมากกว่าเพศชาย

ติดพนัน” นั้น “ยิ่งเป็นชายยิ่งน่ากลัว”

กระนั้น “หญิงติดพนันก็มิใช่ไม่น่ากลัว”

จากข้อมูลในแหล่งดังกล่าว เกี่ยวกับ “ปัญหาการติดพนัน” ในทางวิชาการจิตเวช ก็ยังมีการระบุไว้อีกว่า… คนทั่วไปที่เล่นการพนันอาจเล่นเพราะรู้สึกสนุกกับการที่ได้เสี่ยง หรือได้ลุ้นที่จะชนะพนัน ในขณะที่บางคนเล่นเพื่อหวังทำให้อารมณ์ตนเองดีขึ้น หรือเพื่อหวังหลีกหนีจากปัญหามรสุมในชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม กับผลลัพธ์ในความเป็นจริง จากการศึกษาพบว่า… นักพนันประมาณ 8-47% ติดสารเสพติดร่วมกับการติดพนันด้วย และ…ในนักพนันจะพบกลุ่มอาการทางจิตเวชได้มากกว่าคนทั่วไปเช่น เกิดปัญหาบุคลิกภาพ โดยเฉพาะ บุคลิกภาพแบบอันธพาล รวมถึง อาการซึมเศร้า ที่อันตราย!!

15-20%”มี “ความพยายามที่น่าเศร้า”

พยายามฆ่าตัวตาย” เพราะ “ติดพนัน”

ย้ำว่า…ติดพนันจัดเป็นโรคทางสมอง” โดยที่ “โรคติดพนัน” แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ…ระยะแรก เป็นช่วงชนะติดกันหลายครั้ง จึงทำให้มองว่าจะชนะไปเรื่อย ๆ รู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้พนัน เริ่มเพิ่มเงินพนันมากขึ้น เรื่อย ๆ… ระยะกลาง เป็นช่วงโอ้อวดการชนะพนัน จะเริ่มคิดเกี่ยวกับการพนันอยู่ตลอด และอาจ ยืมเงินครอบครัว เพื่อน หรือทำผิดกฎหมาย เพื่อให้ได้เงินมาใช้เล่นพนัน อาจเริ่มโกหกครอบครัว เพื่อน เกี่ยวกับการเล่นพนัน เริ่มไม่สุงสิงกับใคร กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย ชีวิตครอบครัวเริ่มไม่มีความสุข หาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ อยากเล่นพนันอีกให้เร็วที่สุดโดยหวังผิดๆ ว่าจะได้เงินที่เสียไปคืน

และ ระยะสุดท้าย เป็นช่วงใช้เวลากับการพนันอย่างมาก เหินห่างแปลกแยกจากครอบครัว เพื่อน คิดโทษคนอื่น อาจหย่าร้าง อาจใช้สิ่งเสพติด อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายจริงจังเพื่อจะหาเงินมาพนัน โดยอาจจะเกิดความรู้สึกผิด

ถึงขั้นนี้จะ “มีปัญหาทางอารมณ์มาก”

จะรู้สึก “สิ้นหวัง” และก็ “อยากตาย!!”

ทั้งนี้ “ติดพนันจัดเป็นโรค และถึงตายได้!!” อย่างไรก็ตามข้อมูลโดย ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่เผยแพร่ไว้ทาง เว็บไซต์ศูนย์ศึกษาปัญหาพนัน ก็ได้ระบุแนะนำไว้ด้วยว่า… โรคติดพนันสามารถรักษาได้” โดยคำปรึกษา (counseling)และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (behavioral therapy) หรือเปลี่ยนแนวคิด (cognitive therapy) และอาจเข้าร่วมกลุ่มให้กำลังใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนการรักษาด้วยยาแม้ยังไม่มีการรับรองว่าสามารถใช้ได้ผลกับปัญหานี้ แต่ก็อาจมีส่วนช่วยได้บ้าง ซึ่งถ้ามีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ติดสารเสพติด ก็ต้องใช้การรักษาควบคู่ด้วย

การพนัน” ก็มีแต่ “ธุรกิจบ่อนน่ะรวย”

ติดเล่นพนัน” น่ะ “ใครติดซวยแน่ ๆ”

ที่ “หลงคิดว่าแน่ตายไปอื้อแล้ว!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์