ประเด็นเครือข่ายสีน้ำเงิน มีบทบาททางการเมือง ถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ และนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรค ปชน. รับหนังสือร้องเรียนจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยทนายอั๋น กล่าวว่า เป็นตัวแทนของ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งนายอำเภอสามอำเภอและป้องกันจังหวัดภูเก็ต ถูกคำสั่งจาก นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามคำสั่งเด้งฟ้าผ่า ซึ่งจากข่าวมีการนำเสนอว่าถูกเด้ง เพราะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน รับส่วย รับสินบนต่างๆ แต่เมื่อเข้าไปดูคำสั่งย้ายระบุเพียงว่า เพื่อผลประโยชน์ของทางราชการ ไม่ได้มีส่วนไหนที่ระบุว่าเป็นการทุจริตหรือรับส่วย รับสินบน ซึ่งเมื่อไม่มีการรับส่วย รับสินบน ขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องทางการเมือง เป็นเรื่องของเครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่

โดยมีข้อความแชตทางไลน์ ตนลองพิมพ์เบอร์เข้าไป โดยปรากฏชื่อของ อธิบดีนฤชา ซึ่งเป็นอธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน ซึ่งในแชตไลน์นี้มีการสื่อสารกันระหว่างอธิบดีกรมการปกครอง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเพียงไม่ถึงเดือน มีการพิมพ์ตอบโต้กับผู้ใต้บังคับบัญชาคือ กลุ่มปลัดจังหวัด รวมทั้งปลัดรุ่งเรืองด้วย มีการโต้ตอบกัน ซึ่งปลัดรุ่งเรืองได้มีการส่งผลโพลในจังหวัดว่าแต่ละพรรคได้คะแนนเท่าไหร่ ซึ่งอธิบดีนฤชากล่าวตอบว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย”

ด้าน “นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบเรื่อง ขณะที่ ไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และเชื่อมต่ออยู่ในหลายอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ได้อยู่เพียงในโทรศัพท์มือถือของตนเครื่องเดียว จึงไม่ทราบว่าอาจมีผู้ใดเขียนข้อความดังกล่าวหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน ขอยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดทางการเมือง และเชื่อว่าสิ่งที่นายภัทรพงศ์ และนายรุ่งเรือง นำมาอ้างนั้น เป็นความพยายามดิสเครดิตตน ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายรายอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ “กรมการปกครอง” ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงโดยระบุว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ขอยืนยันว่า มิได้เป็นบทสนทนาของตนเองแต่อย่างใด ฝ่ายปกครองทุกระดับ ในห้วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยึดมั่น “ความเป็นกลางทางการเมือง” และ “ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” กรณีที่มีการนำประเด็นดังกล่าวไปบิดเบือนและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง และความเสียหายต่อทางราชการ นายนฤชา ขอใช้สิทธิทางกฎหมายในการปกป้องชื่อเสียง เกียรติภูมิ และประโยชน์ของทางราชการ

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มีแชตไลน์บทสนทนาหลุดซึ่งเป็นการพูดกับนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต และมีข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า เห็นนายนฤชาออกแถลงการณ์ เดี๋ยวต้องไปอ่านรายละเอียด ถ้าดูว่าทําไม่ถูก หรือยังไง ก็ต้องตั้งชุดขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยืนยันได้ว่า ไม่ได้ช่วย ไม่เคยช่วย เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะบานปลายเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่ กรณีการย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ให้ดู มท.1 ไว้อย่างเดียวกระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องไปดูคนอื่น

ในเมื่อมีกระบวนการฟ้องร้องเกิดขึ้น นั่นหมายความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นข้อความที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ส่งไลน์ไปทาง “กลุ่มปลัดจังหวัด” ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ตกลงเป็นความจริงหรือไม่ รวมทั้งหัวหน้ารัฐบาลก็เตรียมที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งบทสรุปที่เกิดขึ้นจะมีความหมายทางการเมือง

มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของหัวหน้ารัฐบาล เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 69 ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ จ.เพชรบุรี “พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล” ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ร.ต.อ.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯ ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจติดตามการก่อสร้างแก้มลิง ลำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ตามโครงการพัฒนา จ.เพชรบุรี ซึ่งการประชุมติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนา จ.เพชรบุรี เป็นการร่วมสะท้อนภาพความสำเร็จในการบูรณาการทำงานอย่างยั่งยืน ระหว่างกรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยได้พร้อมใจน้อมนำพระราชดำริ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญในครั้งนี้ครอบคลุมการจัดทำแผนแม่บทพัฒนา พื้นที่หุบกะพงและห้วยทรายใต้ การบริหารจัดการระบบน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค และการขยายเขตระบบไฟฟ้าในพื้นที่แก้มลิงลำห้วยใหญ่

ก่อนหน้านั้น “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เคยออกมาให้ความเห็นกรณี “9 องคมนตรี” เข้าร่วมประชุมกับ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ว่าเราต้องการคงหลักการที่ถูกต้อง ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ควรนำตัวแทนหรือสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใด ๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

คำถามภารกิจของ “หัวหน้ารัฐบาล” ที่ร่วมกับ “ราชเลขานุการในพระองค์” จะนำมาสู่เสียงวิจารณ์จากพรรคส้มอีกหรือไม่

ส่วนวาระสำคัญของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 29 พ.ค. 69 มีการประชุมพิจารณาวาระญัตติด่วนเรื่อง ขออนุญาตจากที่ประชุมสภาเพื่อเรียกตัว “นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ารับทราบข้อกล่าวหา การให้มีการเล่นพนันออนไลน์ และฟอกเงินจากเว็บพนันฯ และสอบสวนปากคำระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือถึงสภา ขออนุญาตให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก “นายชนนพัฒฐ์” เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด (อสส.) ทั้งนี้ รธน.มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดห้ามมิให้มีการเรียก สส.ไปทำการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภา

จากนั้นที่ประชุมลงมติไม่อนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒฐ์มารับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุมด้วยคะแนน 308 ขณะที่อนุญาตให้ส่งตัวด้วยคะแนน 126 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 3

จากการตรวจสอบผลการลงมติ พบว่า มติที่ไม่เห็นด้วย จำนวน 308 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาลที่โหวตไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พรรคเพื่อชาติไทย รวมถึง 8 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีเสียงของพรรค กธ. ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของนายชนนพัฒฐ์ ที่ส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วยกับการส่งตัวเช่นเดียวกัน และยังมีเสียงของนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรค ปชน. ซึ่งเป็น สส.ที่มีพฤติการณ์งูเห่ามาตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จสิ้น

ใน 126 เสียงที่เห็นด้วยให้ส่งตัวนั้น ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคไทยภักดี (ทภ.) ส่วนมติงดออกเสียง 2 เสียงนั้น ได้แก่ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรค ภท. และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในขณะนั้น  สำหรับมติไม่ลงคะแนน 3 เสียง ได้แก่ นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม. พรรค ปชน. นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรค ปชน. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรค ปชน.

อย่างไรก็ตาม พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มี สส. 2 คน ไม่ได้แสดงตนและไม่ได้ร่วมโหวต เช่นเดียวกับ 6 สส.ของพรรคไทรวมพลัง

รอดูการลงมติในครั้งนี้ จะเป็นมาตรฐานที่ใช้กับกรณี สส.คนอื่น หากมีคำขอเรียกตัวไปในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมด้วยหรือไม่

“ทีมข่าวการเมือง”