เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. จากกรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 1.5 แสนไร่ ให้ ส.ป.ก. ดูแลพื้นที่ จนเกิดกระแสเซฟทับลานขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้เสียพื้นที่ป่าและเอื้อประโยชน์นายทุน โดยเฉพาะกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศกว่า 500 คดี ขณะที่ฝ่ายหนุนการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ มองว่าจะเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ถูกอุทยานฯ ประกาศทับชุมชนเมื่อปี 2524 โดยในโซเชียลมีการเผยแพร่เอกสารที่กรมอุทยานฯ เคยเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก เมื่อปี 2548 ระบุว่าจะกันพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและเขตชุมชนหมู่บ้านออกนอกพื้นที่ 43,729.63 เฮกตาร์ (ประมาณ 275,000 ไร่) ก็คือพื้นที่แนวเขต 2543 (265,000 ไร่) ที่ต้องกันออก และผนวกพื้นที่ 17,627 เฮกตาร์ (ประมาณ 110,000 ไร่) เป็นพื้นที่ผนวกเข้า
ล่าสุดมีการเผยแพร่แผนแม่บทจัดการพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน ปี 2550-2559 ที่จัดทำในสมัยนายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ โดยระบุว่า ลายเซ็นใคร? เมื่อปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานปี 2543 เสร็จแล้ว ควรเร่งรัดดำเนินการประกาศใช้เขตอุทยาน 2543 กรมอุทยานฯ ทราบดีว่าแนวเขตปี 2524 ทับที่ชุมชนจึงมีโครงการปรับปรุงแนวเขตปี 43 เรื่อยมา แม้แต่ปี 2550-2559 กรมอุทยานฯ ก็ยังมีแผนประกาศใช้แนวเขตอุทยานทับลานปี 2543 อยู่ เพื่อกันชุมชน 275,000 ไร่ ออกจากเขตป่าอุทยาน
ทั้งนี้รายงานข่าวจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว แผนการดำเนินการที่ทางกรมอุทยานฯ เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ที่ถูกนำไปอ้างว่ากรมอุทยานฯ จะกันพื้นที่อุทยานฯ ทับลานกว่า 2 แสนไร่ออกนั้น เป็นการกันออกจากขอบเขตของมรดกโลก แต่ไม่ได้เป็นการกันออกจากเขตอุทยานฯ ทับลาน ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการตามกฎหมายอุทยานฯ โดยมีพื้นที่หลักๆ คือบริเวณ อ.เสิงสาง และครบุรี จ.นครราชสีมา เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นเชื่อว่าคนจะอยู่ร่วมกับป่าได้ มีแผนว่าจะจัดเป็นพื้นที่บัฟเฟอร์โซนให้ชาวบ้านอยู่อาศัยอย่างกลมกลืนกับป่าและธรรมชาติ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการมรดกโลกอยากให้พื้นที่มรดกโลกเป็นอุทยานฯ เพื่อให้มีกฎหมายที่เข้มงวดในการดูแลรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลได้ และหากขีดพื้นที่ดังกล่าวออกจากขอบเขตมรดกโลกแล้ว จะมีการนำป่าสงวนแห่งชาติที่ขณะนั้นมีอยู่ 2 แสนไร่ มาผนวกเพิ่มเติมให้เป็นพื้นที่มรดกโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางระบบนิเวศต่อไป แต่ที่ผ่านมาก็ยังทำไม่สำเร็จ และไม่สามารถนำข้อมูลในขณะนั้นมาใช้อ้างอิงปัญหาในปัจจุบันได้ เพราะสภาพพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลง และมีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในขณะที่แผนแม่บทจัดการพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน ปี 2550-2559 เป็นการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกัน ยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ ไม่เคยมีแนวคิดในการกันพื้นที่อุทยานฯ ทับลานออก การสำรวจแนวเขตปี 2543 เป็นการสำรวจเพิ่มเติมว่ามีประชาชนบุกรุกพื้นที่เข้ามาใหม่จำนวนเท่าไร และขีดเส้นไว้เพียงเท่านั้น ในแผนแม่บทไม่ได้บอกเลยว่าพื้นที่บุกรุกใหม่ต้องกันออก แนวเขตปี 43 จึงไม่ใช่การกันพื้นที่ออก แต่ให้อยู่ภายใต้ ร่มเงาอุทยานฯ เช่นเดียวกับมติ ครม. 30 มิ.ย. 41 และแปรมาเป็นมาตรา 64 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 ที่ให้สิทธิประชาชนอยู่อาศัยทำกินได้ โดยไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ และไม่ใช่การยกกรรมสิทธิ์ให้ เป็นลักษณะการดำเนินการเหมือนยุโรปหรือต่างประเทศ ที่ให้สิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่ แต่ไม่ให้สิทธิครอบครอง ซึ่งตามมาตรา 64 ทำไปแล้วหลายพื้นที่ ที่สำคัญแนวเขตปี 43 ก็ไม่ได้มีพื้นที่ถึง 1.5 แสนไร่ ดังนั้นมติบอร์ดอุทยานฯ ให้เพิกถอนพื้นที่มหาศาลเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่านายทุน นักการเมือง ซึ่งไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปจะได้ประโยชน์ด้วยหรือไม่.



