ในห้วงที่ “รัฐสภา” กำลังเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแก้เกมกินรวบของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ออกแบบ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.)
โดย “พรรคประชาชน” ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 ฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยทั้ง 2 ฉบับนั้น วาง 3 หลักการ คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้มีคูหาเลือกตั้ง ส.ส.ร. 2.ป้องกันการผูกขาด กินรวบ และ 3.ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้สว.ได้ชี้ขาดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเกณฑ์ในการมี ส.ส.ร.แบบแรกจำนวน 150 คน แบ่งเป็น 100 คนจากจังหวัด และอีก 50 คน มาจากแบบกลุ่ม มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก่อนเข้าทำหน้าที่ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง ภายใต้เงื่อนไขรับรองทั้งคณะ คือ 150 คนหากรัฐสภาไม่รับรอง ต้องกลับไปเลือกตั้งกันใหม่
ขณะที่แบบสอง กำหนดให้มี ส.ส.ร.150 คน ออกแบบให้ประชาชนเลือกแคนดิเดต ส.ส.ร.จำนวน 2 เท่า คือ 300 คน คือ จังหวัดละ 200 คน จากกลุ่ม 100 คน เมื่อได้แล้วส่งให้สมาชิกรัฐสภา 700 คนลงคะแนนลับเลือก สสร. ได้ 1 คน ส่วน “แคนดิเดต ส.ส.ร.” คนใดจะได้เป็น สสร. ต้องผ่านเกณฑ์คะแนนพึงมีให้ได้ ซึ่งประเด็นนี้พรรคส้มกำลังแก้เกมพรรคภูมิใจไทยด้วยการออกแบบให้ “มีคูหาเลือก สสร.”แต่ไปไม่ถึงฝั่ง เพราะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ได้วางเงื่อนไขสำคัญ ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”
โดย “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ”สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทยมีมติ จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าภาพใหญ่ของระบอบสีน้ำเงินคือ การเห็นกลุ่มการเมืองหนึ่ง สามารถฉวยโอกาสจากช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อควบคุมการเมือง และเกิดปรากฏการณ์ฮั้ว ทั้งกระดาน ดังนั้นเป้าหมายระบอบสีน้ำเงิน คือทำอย่างไรก็ได้ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลง เพื่อให้ประเทศยังอยู่ในรัฐธรรมนูญ60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน
งานนี้ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สวนกลับทันทีว่า “ทุกฝ่ายควรยึดหลักการและข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับบุคคลหรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ท้ายที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป้าหมายควรอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน หากยังวนเวียนอยู่กับการกล่าวหาและสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศก็จะติดอยู่กับปัญหาเดิม ๆไม่ก้าวข้ามไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้
ขณะที่ในประเด็นเลือกส.ส.ร. “พรรคเพื่อไทย” มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% แต่ไม่สามารถเลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่อีกฝ่ายเห็นว่า หากจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรงก็สุ่มเสี่ยงจะถูกร้อง และถ้ามีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงข้ามการเดินหน้าเรื่องนี้จะเสียเปล่า ซึ่งในวันอังคารที่ 23 มิ.ย.นี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยนำเรื่องนี้หารือ เพื่อกำหนดทิศทางการปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย
เซียนการเมืองวิเคราะห์เกมชิงไหวชิงเหลี่ยมของค่ายที่ต้องการให้มี สสร.ผ่านกระบวนการเลือกส.ส.ร. 2 ระดับ จึงงัดข้อกับกระบวนการเลือก สสร.โดยตรงผ่านรัฐสภา ของพรรคภูมิใจไทย
แต่ในทางลับพรรคภูมิใจ มี“ธงใหญ่”กว่านั้นซ่อนมีดไว้ข้างหลัง คือ ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเปิดทาง สสร.ต้องเป็นหมัน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอื้อประโยชน์ อำนาจทางการเมือง ท้ายที่สุดคงต้องติดตามดูต่อไปว่ากระบวนการเตะถ่วง-ยื้อยุดจะไปสุดปลายทางที่ตรงไหน.



