นายสอน พรคำแก้ว ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรต้นแบบ ผู้ทำกินในที่ดิน ส.ป.ก.แห่งตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชสมุนไพร และปลูกพืชอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เน้นการพึ่งพาตนเองและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายสอน พรคำแก้ว เป็นผู้ได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 57 ตารางวา และแปลงเนื้อที่ 15 ไร่ 0 งาน 44 ตารางวา ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้ามาให้ความรู้ในการใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างรายได้ในอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยการเข้ามาอบรมใน “โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องในเขตปฏิรูปที่ดิน” และได้จัดตั้งที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้เป็นศูนย์เครือข่ายศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก. เครือข่าย) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่มีความโดดเด่นเรื่องเกษตรผสมผสานและการปลูกพืชสมุนไพร


การทำเกษตรผสมผสานและการปลูกพืชอินทรีย์ตามแบบฉบับ “นายสอน พรคำแก้ว” คือการปลูกพืชหลายชนิดโดยเน้นการพึ่งพาธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี แต่จะผลิต ปุ๋ยหมัก และ น้ำหมักชีวภาพใช้เอง เพื่อปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและสร้างรายได้ตลอดทั้งปี และด้วยเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์ ทำให้ในปี 2562 นายสอน พรคำแก้ว ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลวังท่าช้าง ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 37 ราย โดยมีนายสุนทร ทองคำ เป็นประธานกลุ่มฯ และในปัจจุบัน ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ตำบลวังท่าช้าง โดยจัดตั้งเป็นวิสาหกิจฯ แปลงใหญ่ มีพื้นที่ในการผลิตพืชผักผลไม้และสมุนไพรกว่า 303 ไร่


ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลวังท่าช้าง จะเน้นการปลูกพืชสมุนไพรเป็นหลัก ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจร เพชรสังฆาต มะระขี้นก กระเจี๊ยบ เป็นต้น และได้ทำ MOU กับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะฟ้าทะลายโจรที่สามารถสร้างรายได้ให้มากถึง 7 ตันต่อปี ปัจจุบัน นายสอน คำแก้ว ยังเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องในเขตปฏิรูปที่ดิน และโครงการลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งดำเนินการโดย ส.ป.ก. และยังต่อยอดภูมิปัญญาเกษตรควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำเกษตร เช่น การจัดการดินและระบบน้ำที่มีคุณภาพ การลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว การใช้โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ต้นทุนต่ำ การนำความรู้การนับวันตัดทุเรียนมาปรับใช้ เพื่อให้ได้ทุเรียนพอดีกับการบริโภค โดยนายสอน ได้สร้างเครือข่ายแบ่งปันความรู้และร่วมกันแก้ไขปัญหาผลผลิตในชุมชนอีกด้วย



