ทั้งนี้ ด้วยความที่ “ไข้ดิน” หรือชื่อทางการคือ “โรคเมลิออยด์” หรือ “เมลิออยโดสิส” ไม่ค่อยมีการถูกพูดถึงในสังคมวงกว้าง ทำให้คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่เคยได้ยินชื่อของโรคนี้ จนบางคนคิดว่า… ไข้ดินเป็นโรคใหม่?? …แต่ความเป็นจริง โรคนี้พบในไทยมากว่า 70 ปีแล้ว หรือในราวปี 2498 ซึ่งพบเชื้อไข้ดินครั้งแรก…
แต่ทำไมไข้ดินกลับเป็นโรคที่คนไม่ค่อยรู้จัก
วันนี้เราจะมา “ไขสาเหตุ–ถอดรหัส” เรื่องนี้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ชุดข้อมูลจาก “คู่มือโรคเมลิออยด์” โดย กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า… โรคเมลิออยด์ หรือ “ไข้ดิน” เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากโรคนี้ มีอัตราเสียชีวิตถึงร้อยละ 40 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก!!… ที่จุดนี้ก็น่าสนใจ เพราะแม้ “ไข้ดิน” จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าโรคไข้เลือดออกและฉี่หนู แต่กลับมีคนไทยที่รู้จักโรคนี้น้อยมาก แถมไม่ค่อยมีการรณรงค์ให้ความรู้มากเท่ากับสองโรคดังกล่าว… ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คนไทยจะไม่ค่อยได้ยินชื่อโรคนี้แล้ว กับ “ตัวการก่อโรค” คือ เชื้อแบคทีเรีย “เบอร์โคเดอเรีย ซูโดมัลลิอาย”นั้น “ยังซับซ้อน”
ทั้งวิธีตรวจหา การรักษา หรือแม้แต่ป้องกัน
ทั้งนี้ ในคู่มือดังกล่าวอธิบายเกี่ยวกับ “ช่องทางรับเชื้อ” ว่า… เชื้อไข้ดินเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง ได้แก่… ผิวหนัง จากการย่ำโคลน แช่น้ำนาน ๆ และแม้ไม่มีบาดแผลเชื้อก็สามารถทะลุเข้าผิวหนังได้, การดื่มกิน เช่น การดื่มน้ำบ่อ น้ำประปาหมู่บ้าน น้ำจากเครื่องกรองที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่ผ่านการต้มสุก, การหายใจ โดยการสูดดมฝุ่นดิน หรืออยู่กลางแจ้ง ท่ามกลางพายุฝน!! …ขณะที่ “กลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ” ในคู่มือระบุว่า… ได้แก่ เกษตรกร ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง รวมถึง คนที่มีพฤติกรรมดื่มสุราและสูบบุหรี่จัด …เป็น “ช่องทางการติดเชื้อ” ทั้งหมด 3 แนวทาง

นอกจากนั้น “โรคไข้ดิน” นี้ยังถูกยกให้เป็น “โรคที่มีความซับซ้อน” ในหลาย ๆ ด้าน เริ่มจาก “อาการ” ที่ถือเป็นความซับซ้อนลำดับแรกของโรคนี้ โดยคู่มือโรคเมลิออยด์ ให้ข้อมูลว่า… ไข้ดินไม่มีอาการจำเพาะเจาะจง แต่แสดงอาการได้ใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ เช่น วัณโรคปอด และโรคปอดอักเสบ จึงถูกตั้งฉายา “เป็นนักเลียนแบบ” และนอกจากนี้ เชื้อไข้ดินยังถูกเรียก “เป็นเชื้อขี้อาย–เป็นนักซ่อนตัว” ทำให้มีระยะฟักตัวได้ถึง 2 แบบ คือ อาจใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 2 วัน แล้วแสดงอาการทันที หรือ อาจใช้เวลาเป็นปี จึงจะแสดงอาการ ขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปริมาณเชื้อ ช่องทางติดเชื้อ ความรุนแรงของเชื้อ และโรคประจำตัว
สำหรับ กรณีมีอาการฉับพลัน กรณีนี้มักจะแสดงเฉพาะตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ กล่าวคือถ้า… ติดเชื้อที่ผิวหนัง ผิวหนังที่ติดเชื้อจะเจ็บ บวม มีแผลเปื่อยสีขาวเทา เป็นหนอง มีอาการไข้ และเจ็บกล้ามเนื้อ, ติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำลายจะอักเสบ เจ็บบวมโต หรือถ้าเกิดหนอง ก็จะแพร่ผ่านกระแสเลือดต่อไปได้, เชื้อเข้าตา ส่งผลทำให้เยื่อตาอักเสบ, ติดเชื้อที่ปอด จากการสูดดมเชื้อเข้าไปผ่านจมูก โดยอาการที่ปรากฏมีตั้งแต่หลอดลมอักเสบชนิดไม่รุนแรง ไปจนถึงแสดงอาการคล้ายโรคปอดบวม โดยผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ ไอ ไม่อยากอาหาร หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอกและกล้ามเนื้อ ไอเป็นเลือด ซึ่ง “อาการติดเชื้อที่ปอด”
ที่ดูคล้ายโรคปอดอักเสบ และวัณโรคปอด
จนทำให้มีความสับสนในการตรวจวินิจฉัย
และการที่โรคนี้ ไม่มีอาการเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน แต่เลียนแบบอาการคล้ายกับโรคอื่น ๆ จึงทำให้นอกจากจะเกิดการสับสนเกี่ยวกับวินิจัยโรคแล้ว ไข้ดินยังซับซ้อนในการรักษา อีกด้วย โดยหลังตรวจพบการติดเชื้อ จะมีการรักษาที่จำเป็นถึง 2 ระยะด้วยกัน นั่นก็คือ ระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะจำเพาะผ่านหลอดเลือดดำอย่างน้อย 10-14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยชีวิต และจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อ ที่เรียกว่าการรักษาใน ระยะต่อเนื่อง อีกด้วย โดยผู้ป่วยต้องได้รับยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องไปอีก 12-20 สัปดาห์ หรือประมาณ 3-5 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อที่ซ่อนอยู่ให้หมดไป รวมถึงป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำด้วย
นอกจาก “ความซับซ้อน” ไม่ว่าจะเป็น “คุณสมบัติของเชื้อ” ที่ซ่อนตัวเก่งและเป็นนักเลียนแบบ หรือ “ขั้นตอนรักษา” ที่ต้องใช้เวลา และต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานแล้ว กับ… “การตรวจเชื้อก็ซับซ้อน” ไม่แพ้กัน เพราะ “วิธีตรวจหาเชื้อที่แม่นยำที่สุด” คือ การเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม แต่เนื่องจาก เชื้อไข้ดินเจริญเติบโตช้า ทำให้การเพาะเชื้อ ต้องใช้ระยะเวลา 4-7 วัน จึงยืนยันได้ ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารักษาใน รพ. มักจะเสียชีวิตก่อนที่ผลตรวจจะออก และทำให้แพทย์มักสรุปสาเหตุกว้าง ๆ ว่า… ติดเชื้อในกระแสเลือด?? …ทำให้ไม่ถูกรายงานเข้าระบบส่งผลให้ข้อมูลไม่สะท้อนสถานการณ์จริง…
ทั้งนี้ ด้วยความซับซ้อนของโรคนี้ที่มีหลาย ๆ มิติ รวมถึง “ปุจฉา?” ที่มีต่อโรคนี้ โดยเฉพาะการที่ ไข้ดินมีอัตราการตายที่สูงถึงร้อยละ 40 แต่คนไทยและสังคมกลับไม่ค่อยรู้จักโรคไข้ดิน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักมานุษยวิทยาทางการแพทย์ อย่าง ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี เกิดความสนใจ จนกลายเป็นหัวข้องานวิจัยระดับปริญญาเอกชื่อ “โรคลึกลับซับซ้อน : การทำให้โรคเมลิออยโดสิสเป็นที่รู้จักในประเทศไทย” ที่เผยแพร่ปี 2567 โดยรายงานชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยโรคไข้ดินฉบับแรกของไทยในด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ค้นพบ “ปัจจัย” ที่ทำให้ “ไข้ดิน” กลายเป็นโรคที่คนไม่รู้จัก…
เป็น “โรคที่ล่องหน” จากการรับรู้ของสังคม
ที่รายละเอียดในเรื่องนี้…ต้องดูต่อวันพรุ่งนี้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



