ทั้งนี้ กับแนวทางที่น่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาในเรื่องนี้ให้ “ครัวเรือนภาคเกษตร” นำไปปรับได้นั้น กรณีนี้มี “โมเดลที่น่าสนใจ” จากชุมชนในพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ที่ดึงเอา “พลังของผู้สูงวัย” นำมาใช้เป็น “กลไกสำคัญ”

เพื่อกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ

ด้วยการนำ “พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย” ของชุมชนมา

รวมตัวจัดตั้งเป็น “กลุ่มขายเห็ดเดลิเวอรี”

เกี่ยวกับ “โมเดล” ดังกล่าวนี้เป็นกรณีศึกษาจากชุมชนของพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนเปราะบาง ที่ทาง หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) มีการเข้าใปส่งเสริมนวัตกรรมผ่านกลไกงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ช่วยเพิ่มความสามารถ เพื่อสร้างงาน-สร้างรายได้บนฐานทรัพยากรของท้องถิ่น โดยนอกจากจะส่งเสริมการใช้นวัตกรรม เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างรายได้ให้กับชุมชนแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้นำเอา “กลไกผู้สูงอายุ” ใช้เป็น “แรงเสริมที่สำคัญ” ให้กับชุมชนดังกล่าว ด้วยการจัดตั้ง “กลุ่มขายเห็ดโคนน้อยเดลิเวอรี”

ที่รวมตัวกัน “ปั่นจักรยานตระเวนขายเห็ด”

หารายได้เสริมเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว

สำหรับ “ที่มา” ของโมเดลดังกล่าวทาง ดร.วุฒิพงษ์ ฉั่วตระกูล นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในฐานะหัวหน้าโครงการสร้างศูนย์สร้างงานและกระจายรายได้ให้แก่เศรษฐกิจฐานรากผ่านธุรกิจการเพาะเห็ดโคนน้อย ให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่า… กลุ่มขายเห็ดโคนน้อยเดลิเวอรี ที่มีกลไกสำคัญเป็น “พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย” นั้น เริ่มต้นจากการที่โครงการฯ ได้สำรวจพบความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน ที่อยากจะหารายได้เสริมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้ครอบครัว ซึ่งเมื่อทางโครงการฯ ทราบถึงความต้องการนี้ จึงนำกลุ่มผู้สูงอายุ หรือพ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ยเข้ามาเป็น กลไกห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

ทำหน้าที่ในการเป็นกลไกกระจายสินค้า

ให้กับ “ธุรกิจเพาะเห็ดโคนน้อย” ในพื้นที่

ทาง ดร.วุฒิพงษ์ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้อีกว่า… หลังจากได้จัดตั้งกลุ่มดังกล่าวขึ้นมา ผู้สูงอายุที่ต้องการจะเข้าร่วม ทางโครงการฯ ก็จะได้แนะนำข้อมูลเกี่ยวกับ “จุดที่จะไปรับซื้อเห็ดโคนน้อย” เพื่อนำมาขาย โดยแหล่งจำหน่ายเห็ดโคนน้อยนั้น ก็จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ทางโครงการฯ เข้าไปส่งเสริมเรื่องของการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ อยู่ก่อนแล้ว โดยทางฟาร์มจะขายเห็ดโคนน้อยให้กับกลุ่มพ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ยในราคาขายส่งที่กิโลกรัมละ 100 บาท และหลังได้เห็ดมาแล้ว พ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ยเหล่านี้ก็จะนำเห็ดไปคัดแยกบรรจุใส่ถุงเล็ก ๆ นำไปพ่วงเข้ากับจักรยาน หรือรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของแต่ละคน เพื่อตระเวนขายตามหมู่บ้านต่าง ๆ หรือตามตลาดนัดในชุมชน โดยจะได้กำไรอยู่ที่ประมาณ 20-30 บาทต่อกิโลกรัม

พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ยเหล่านี้เปรียบเป็นผู้กระจายสินค้า หรือเป็น Distributor รายย่อยของผู้ประกอบการเห็ดโคนน้อย ซึ่งข้อดีของการนำกลไกนี้มาใช้ ก็คือ ทำให้ผลผลิตเข้าถึงมือผู้ซื้อมากขึ้น และช่วยให้ผู้สูงอายุนั้นมีรายได้เสริม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจากครอบครัว ขณะที่ในฝ่ายของผู้ประกอบการเองก็ถือเป็นการเพิ่มแหล่งจำหน่ายผลผลิต จึงวินวินด้วยกันทุก ๆ ฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ผู้สูงอายุ และผู้ซื้อ” …เป็น “ประโยชน์” ของรูปแบบกลไกดังกล่าว

ที่นำเอา “ผู้สูงวัยในชุมชน” มาใช้เป็นกลไก

เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วยกระจายสินค้า”

ดร.วุฒิพงษ์ หัวหน้าโครงการฯ ยังกล่าวถึงการขยายผลต่อยอดของโมเดลนี้ไว้ว่า… หลังจากได้ผลลัพธ์และกระแสตอบรับที่น่าพอใจจากการทดลองนำร่องของโมเดลนี้แล้ว ขณะนี้ทางทีมวิจัยจึงได้มีการต่อยอดโมเดลนี้ไปยังชุมชนในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในพื้นที่ของ อ.สารภี รวมไปถึงขยายไปถึงพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพให้กับกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยสร้างงาน-สร้างอาชีพ รวมไปถึงช่วยลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้…

ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการฯ คนเดิม กล่าวเสริมทิ้งท้ายเรื่องนี้ว่า… วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมธุรกิจชุมชนและสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง โดย “โมเดลเห็ดโคนน้อย” สามารถใช้เป็นหนึ่งในแนวทางช่วยให้ “ลดค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือน” และ “แก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น” ซึ่งการเพาะเห็ดโคนน้อยนั้น สามารถเพาะเลี้ยงง่าย และใช้พื้นที่น้อย ซึ่งขนาดพื้นที่ 2 ตารางเมตร สามารถเพาะเห็ดได้ที่ 200-300 ก้อน และใช้เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ หรือ 7 วัน ก็สามารถเก็บเห็ดขายได้แล้ว โดยผู้เพาะเห็ดโคนน้อยจะมีรายได้ต่อรอบการผลิตอยู่ที่ราว ๆ 150-200 บาท

และนี่ก็เป็นอีก “โมเดลสู้วิกฤติหนี้ครัวเรือน”

มีกรณีศึกษาจากพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่

ที่นอกจาก “เห็ดโคนน้อย” เป็นกลไกสำคัญ

ยังมี “คีย์เวิร์ด” เป็น “พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย” อีกด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์