ทั้งนี้ “สงครามสหรัฐ+อิสราเอล vs อิหร่าน” นอกจากคู่ปะทะหลักแล้ว ยังมีตัวละครเสริมฝ่ายอิหร่านที่ “เพิ่มดีกรีร้อนของโลก” นั่นคือ “กลุ่มกบฏฮูตี” ที่ประกาศกร้าว “จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ” เพื่อตอบโต้อิสราเอลและสหรัฐ ซึ่งถ้าช่องแคบนี้ถูกปิดกั้นด้วยจริง ๆ “โลกจะยิ่งปั่นป่วน” ขึ้นอีก

บับเอลมันเดบ” นี่ก็ “จุดคอขวดโลก”

นี่ก็เป็น “อีกช่องแคบที่สำคัญของโลก”

ดังนั้น “โลกจะยิ่งปั่นป่วนถ้าถูกปิดกั้น”

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ “จุดคอขวดโลก” นั้น ก่อนหน้านี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้เคยนำเสนอไปแล้วโดยสังเขป เพื่อฉายภาพ “ความสำคัญ” ของ “ช่องแคบต่าง ๆ” ที่ไม่เพียงเป็น จุดยุทธศาสตร์ความมั่นคงโลก” แต่ยังสำคัญในฐานะ “เส้นทางขนส่งที่สำคัญ” ซึ่งนอกจาก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่ถูกอิหร่านปิด อีกหนึ่งช่องแคบที่โลกกำลังโฟกัสเป็นพิเศษก็คือ “ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait)” ที่เปรียบเป็น “ประตูทะเลแดง” โดยเป็นเส้นทางที่อยู่ระหว่างเยเมนกับแอฟริกา ที่ เชื่อมต่อทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถ้า “ถูกปิดกั้น” จนไม่สามารถสัญจรได้ ซ้ำรอยช่องแคบฮอร์มุซ…

จะส่งผลต่อเรือเกือบทุกลำจากเอเชีย

ต้องเปลี่ยนไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป

ระยะทางจะเพิ่มขึ้น 6,000-10,000 กม.

ทั้งนี้ กรณีที่เลวร้ายขั้นสุด หาก “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” ก็ถูกปิด จะเกิดผลกระทบเช่นไร? ต่อโลก รวมถึงต่อไทยนั้น ก็มีข้อมูลที่เผยแพร่ไว้ทาง เฟซบุ๊ก สกสว. : TSRI ที่ให้ความรู้-ที่ฉายภาพไว้ โดยระบุไว้ว่า… หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนโจมตีอิสราเอลช่วงปลายเดือน มี.ค. 2569 พื้นที่ช่องแคบบับเอลมันเดบเกิดความเสี่ยงในการเดินเรือในทะเลแดง และจะส่งผลกระทบถึงไทยด้วยโดยความสำคัญของช่องแคบนี้นั้น คือการที่ช่องแคบแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเยเมน เอริเทรีย และจิบูตี ที่มีสภาพเหมือน เป็น “คอขวดคู่” ร่วมกับช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมยุโรปกับเอเชียผ่านคลองสุเอซ…

ปริมาณเรือพาณิชย์ที่ผ่านช่องแคบนี้ น่าจะมีมากถึง 10-12% ของการค้าทางทะเลโลก และที่สำคัญเส้นทางนี้มีปริมาณน้ำมันดิบ กับ LNG ผ่านถึง 8.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน” …นี่เป็นตัวเลขสำคัญที่ถูกระบุไว้ ซึ่งสะท้อนว่า…

ช่องแคบบับเอลมันเดบ” ถ้า “ถูกปิด”

ย่อมจะ “กระทบต่อโลกด้านพลังงาน”

ถามว่า… หากเกิดกรณีที่ช่องแคบนี้ถูกปิดกั้นจริง “ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร?” ข้อมูลในเฟซบุ๊ก สกสว. ได้ชี้เรื่องนี้ไว้ประมาณว่า… จะทำให้เกิดผลกระทบขึ้นใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่… หนึ่ง เกิดวิกฤติราคาพลังงานรุนแรงมากกว่าเดิม โดยราคาน้ำมันโลกอาจทะลุ 120 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันของไทยต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงตาม จนกระทบค่าครองชีพคนไทยโดยตรง และสอง ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม รวมถึงทำให้การส่งออกชะงัก เนื่องจากเรือสินค้าจะต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ต้องบวกเวลาเดินทางเพิ่มอีก 14-20 วัน ต้นทุนขนส่งจึงยิ่งพุ่งสูงขึ้น…

วิกฤติช่องแคบบับเอลมันเดบไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่าโครงสร้างพลังงานของไทยยังมีความเปราะบาง ไทยจึงจำเป็นต้องสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน…ข้อมูลในแหล่งเดิมชี้ไว้ กรณี “มีการปิดช่องแคบ” ดังกล่าว

บับเอลมันเดบ ก็คือ “จุดคอขวดโลก”

ที่ “ถ้าปิด ผลจะเหมือนการปิดฮอร์มุซ”

ทั้งนี้ นอกจากข้อมูลที่ชี้ถึงความสำคัญและผลกระทบถ้าหากช่องแคบดังกล่าวถูกปิดกั้นจริง ๆ จากสงครามแล้ว ใน “มุมภูมิศาสตร์” กับบริเวณพื้นที่ “ช่องแคบจุดคอขวดของโลก” ดังกล่าว ก็มีข้อมูลน่าสนใจโดย GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ที่อธิบายไว้เป็นความรู้ว่า… ช่องแคบเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโลก ซึ่งแม้จะเป็นเพียงพื้นที่เส้นทางน้ำ แต่ มีความสำคัญมหาศาล ทั้งเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของทั่วโลก

เนื่องจาก… ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ทางทะเลทอดอยู่ระหว่าง 2 พื้นทวีปหรือเกาะ โดยบางแห่งเป็นจุดเชื่อมรอยต่อของมหาสมุทร จึงส่งผลทำให้ “ช่องแคบ” กลายเป็น “พื้นที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิรัฐศาสตร์ของโลก” เพราะมีผลต่อปัจจัยเชิงพื้นที่ โดยบริเวณพื้นที่ “ช่องแคบ” ซึ่งถูกขนานนามให้เป็น “จุดคอขวดโลก” เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่“เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เปราะบาง” ที่ถึงแม้ช่องแคบจะเกิดขึ้นด้วยฝีมือธรรมชาติ ไม่ใช่ด้วยฝีมือมนุษย์ แต่ถึงกระนั้น…

ช่องแคบ” เป็น “อาวุธทางภูมิศาสตร์”

เพื่อ “ควบคุมเศรษฐกิจความมั่นคง”

มีโอกาสจะ “เป็นอาวุธในสงคราม!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์