“รมต.แต๋ม”ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ บอกว่า “การกำหนดราคาดังกล่าวเป็นเทคนิคการทำโปรโมชั่นส่วนตัวของผู้ค้า ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขด้านเวลาและจำนวนที่จำกัด” คนฟังงงว่า แล้วกระทรวงพาณิชย์ทำอะไรบ้าง
รมต.แต๋มยังตอบเรื่องที่ห่วงกันว่า ทุเรียนจะไม่ได้คุณภาพ ว่า “หน่วยงานกำกับดูแลจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความตรงปก และมีคุณภาพ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจนอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกษตรกรเรียนรู้กับการไลฟ์สด ราคาทุเรียนปัจจุบัน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะทุเรียนเกรดส่งออก (เกรด เอ และ บี) มีราคาสูงถึง 140-150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทุเรียนแต่ละพันธุ์และแต่ละเกรดจะมีราคาแตกต่างกันไปตามพื้นที่และช่วงเวลา”
ความเห็นคนในสังคมก็ต่างกัน บ้างก็ว่า จะเดือดร้อนอะไรกัน นี่คือการทำการตลาดผลผลิตเกรดรอง ( และมีเทคนิคแม่ค้ามาเสริม ) การขายครั้งเดียวไม่ใช่การแทรกแซงกลไกตลาดได้ เหมือนเอามาจัดโปรฯให้คนไทยหาซื้อได้ถูกลง ใครใคร่ซื้อถูกซื้อแพงที่ไหนแล้วแต่อัธยาศัย ปีนี้ปริมาณทุเรียนออกเยอะอยู่แล้ว นี่ทำให้สวนดูเป็นตัวอย่าง จะดีหรือไม่ก็ไม่รู้ให้เขาขายกันไปวันที่ 29 เม.ย.ก่อน แล้วค่อยสรุปบทเรียนฯลฯ หลายเสียงฝากมายังรัฐบาลว่า “ทุเรียนมันไม่น่าห่วงหรอก แต่ผลไม้อื่นมันจนล้นตลาด อย่างมะม่วง มังคุด แบบนี้ช่วยระบายบ้างสิ ส่วนเรื่องทุเรียน เขาอยากให้ไปจัดการนอมินีจีนที่มาถือครองสวน ถือครองล้ง ต่อไปถ้าจีนเข้ามาคุม จะกำหนดกลไกราคาเอง กดหัวเกษตรกรไทยเสียจมดิน”
มุมหมั่นไส้เสียงวิจารณ์เชิงลบเขาบอกว่า ถ้าคิดแบบกินน้ำเห็นปลิง คือคิดแบบว่า เห็นใครอะไรก็ตั้งแง่ติดขัดโน่นนี่มีเงื่อนไข หรือชิงตีฟูไปในเชิงร้ายเสียหมด ระวังจะหาความสุขไม่ได้ หรือพอทำอย่างนึง ก็เฝ้าแต่จะบอกว่า ทำไมไม่ทำโน่นล่ะ ไม่ทำนี่ล่ะ ก็จะทำให้ไม่มีความสุขด้วย.. แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดทางการเมืองมันถูกผูกด้วยอคติรัก-เกลียด นักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองด้วย ก็คงจะห้ามคิดกันไม่ได้ นอกจากบอกให้หาข้อมูลกันเยอะๆ
รมต.แต๋ม เป็นที่เชิดหน้าชูตาของ ครม.อนุทิน ทั้งภาพลักษณ์นักบริหาร ภาพลักษณ์ความเป็นหญิงเก่ง เลยเป็นคนที่โดนจับตา โดนลองของบ่อย พรรคภูมิใจไทยมีรัฐมนตรีจากนักบริหาร 3 คน ใช้งานคุ้มมากระดับแบกทั้ง ครม. ขณะที่รัฐมนตรีลูกบ้านใหญ่เอาไปไว้ในตำแหน่งเหมือนไว้เอาเกียรติเอาศรี ตัดริบบิ้น เดินตรวจงานเก๋ๆ ปลอดภัยจากอภิปรายหรือกระทู้ อย่างมหาดไทย มี รมช.คือ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ( อุทัยธานี ) วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ( สตูล ) พลพีร์ สุวรรณฉวี ( โคราช ) ก็แกงค์ลูกเทพ ไม่เห็นบทบาทอะไรโดดเด่น หรือ รมช.คมนาคม ก็สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ( ศรีสะเกษ ) ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ( พิจิตร ) สรรเพชญ บุญญามณี ( สงขลา ) ตั้ง รมช.เยอะไปหรือเปล่า ?
ฝ่ายบริหารรัฐบาลเก่งแค่ไหน ยังไม่อยากจะประเมินเพราะรัฐบาลทั้งอนุทิน 1 & 2 ก็ทำงานได้ไม่นาน เหมือนจะยังไม่มีกฎหมายเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ งานเศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อคือคนละครึ่งซึ่งก็ไปเอามาจากรัฐบาลบิ๊กตู่ งานบริหารที่น่าจะเรียกเป็นผลงานรัฐบาลมากที่สุดคือเรื่องการตอบโต้เขมร ที่ได้ใจคนไทยในแง่ที่ไม่อ่อนเกินไป ( แต่คะแนนจะหายหด เพราะปล่อยเกรียนเขมรมาแอบอ้างเป็นเจ้าของวัฒนธรรมไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรมไทยไม่ตอบโต้ )
ให้นึกถึงผลงานเด่นนึกไม่ออกจริงๆ !! ความน่าสงสารของรัฐบาลคือราคาพลังงานขึ้นพรวดๆ พอดี จากภาวะสงคราม การพยายามช่วยเหลือด้านราคาก็ถูกฝ่ายไม่ชอบรัฐบาลวิจารณ์ว่าทำไมเอาพ่อค้าน้ำมันมาดูงานคุมราคา แถมมีคำถามว่า รัฐมนตรีเกี่ยวข้องอะไรกับผู้ที่มีข่าวกักตุนน้ำมันไว้เก็งกำไรหรือไม่ ผู้ที่ถูกครหาที่สุดก็ไม่ได้ตอบ
อยากเห็นงานฝ่ายบริหารเด่นๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะจากรัฐมนตรีในสัดส่วนภูมิใจไทย ต้องรอการกระตุ้นเศรษฐกิจ ( ที่อยากเห็นคนภูมิใจไทยโชว์กึ๋นมากกว่าอะไรที่ รมต.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คิด ) ซึ่งในที่สุดก็น่าจะแน่นอนว่า ระยะสั้นจะใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ระยะเวลา 4 เดือน เอาไปเดือนละพันบาท นี่คือขาเศรษฐกิจกระตุ้นการซื้อขายในประเทศ ส่วนระยะยาวเดี๋ยวรอเงินกู้ก่อน แผนคงออกมาช่วงนั้น
ด้านกระตุ้นการท่องเที่ยว อยู่ๆ ก็จะมีนโยบายล่อทัวร์ลง เมื่อ “รมต.เอ”สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาให้ข่าวเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมออกนอกประเทศ สำหรับคนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ ( exit fee ) ซึ่ง รมต.เอบอกว่า “เป็นเรื่องกระทรวงการคลังที่จะศึกษาดำเนินการ” ( รมต.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รับไป ) มี พ.ร.ก.การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักรอยู่แล้ว ตราขึ้นตั้งแต่ปี 2526 และไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540
“การสนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์ทั่วไทย คงหนีไม่พ้นเรื่องของงบงบประมาณ จะทำอย่างไรที่จะทำให้มีเงินเข้ามาช่วยการท่องเที่ยว พูดง่ายๆว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากจะเที่ยวในประเทศไทยอยู่แล้วจะได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น พ.ร.ก.ระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ตอนนี้ยังศึกษาอยู่ ยังไม่สรุปเข้า ครม.”รมต.เอ กล่าว
“ความทุเรียน”ยังไม่รู้จะออกลูกผีลูกคน เรื่องเก็บ exit fee ก็ควรทบทวนไปยาวอย่าเพิ่งเรียกงานเข้ารัฐบาล รอให้เศรษฐกิจมันดีกว่านี้หน่อย แล้วก็กระตุ้นการท่องเที่ยววิธีอื่นไปด้วย ให้เอกชนมาร่วมทำก็ได้ถ้ารัฐทำแล้วเชย..เช้ย..เชย
สำหรับผลงานด้านนิติบัญญัติ กองแช่งคนไม่ชอบรัฐบาลหลายคนก็บอกไม่ค่อยอยากหวังอะไร เอาเป็นว่า ช่วยโหวตสนับสนุน “พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด” ให้ผ่านออกมาให้ได้ก่อน กฎหมายนี้หลักการกว้างๆ คือให้มีผู้บริหารท้องถิ่นเป็นเจ้าพนักงานอากาศสะอาด ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้โดยตรง ให้อำนาจคณะกรรมการจังหวัด สามารถออกเกณฑ์ควบคุมการปล่อยมลพิษสำหรับกิจการในพื้นที่ได้เอง คุมเข้มภาคเกษตร ป้องกันมลพิษที่เกิดจากการเผา พิจารณาห้ามนำเข้า ส่งออก สินค้าที่มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดน
มีการเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้าปล่อยมลพิษ ตั้งกองทุนอากาศสะอาด เพื่อป้องกัน ติดตาม และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ บรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือในทางคดีให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ทำผิดต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา มีมาตรการกดดันทางสังคมอื่น เช่น สถาบันการเงินอาจต้องร่วมรับผิดหากให้ทุนกับกิจการก่อมลพิษโดยไม่มีระบบประเมินความเสี่ยงที่ดีพอ ผู้อออกแบบ ติดตั้งระบบบำบัด ต้องรับผิดชอบหากงานไม่ได้มาตรฐาน
ผลงานนิติบัญญัติอื่น ที่พรรคส้มตีขย่มอยู่ กระทบ“ครูตุ๋ง”โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทยเต็มๆ คือเรื่องจะยื่นประธานสภาให้ส่งต่อศาลฎีกา ไต่สวน ป.ป.ช.เป่าคดี “รมต.โอ๋”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หลังศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีเพราะถือหุ้นบริษัทเอกชน ซึ่งประธานสภามีอำนาจวินิจฉัยจะส่งต่อหรือไม่
และแก้รัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยจะเอาอย่างไร ให้คงสูตรสภาเลือกกรรมการยกร่างแบบสมาชิกรัฐสภา 20 คน เลือกกรรมการ 1 คน ตามสูตรที่วาระสองค้างในสภาหรือไม่ หรือจะเอาสูตรใหม่.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



