โดย ‘นายกฯหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทยแถลงเอง  ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งขอเรียนย้ำว่าการยกเลิก MOU 44 ไม่เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งที่เรามีกับประเทศกัมพูชา กรณีนี้ดำเนินการมากว่า 25 ปีแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าถึงการหาข้อสรุปที่ยังไม่ไปไหน  และเรายังมีหลักเกณฑ์อ้างอิงอื่นๆ เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล( UNCLOS ) มาเป็นแนวทางในการอ้างอิงร่วมกันทั้ง 2 ประเทศ เพราะทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน

“มีโอกาสเจอกัมพูชาในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่าง 7-9 พ.ค.นี้ น่าจะได้หารือกัน สำหรับประเทศไทย   MOU 44 ถือว่าไม่มีแล้ว ซึ่งบันทึกนี้เราตั้งมาเพื่อจะดูว่าแบ่งผลประโยชน์ที่มาจากทรัพยากรใต้ทะเลอย่างไรเป็นหลัก เพราะฉะนั้นหากจะต้องคุยกันใหม่  อาจจะเป็น MOU 70  การยกเลิกจะมีผลเมื่อแจ้งให้ผู้ที่เซ็น MOU ร่วม รับทราบ จะส่งหนังสือให้กัมพูชาต่อไป ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนคนไทยได้คือ Thailand Firs  จะไม่มีอะไรที่ไทยต้องสูญเสีย”

การเจรจาอะไรอย่างไร คงต้องรอฟัง ‘รมต.อ้วน’สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ  ความคืบหน้าแรกคงจะได้รู้ในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ก็ไม่รู้เขมรจะเสร่อเอาวาระส่วนตัวมาพูดเวทีใหญ่อีกหรือไม่

ทางด้านสื่อเขมร The Khmer Daily Network อ้างถ้อยแถลงจาก information.gov.kh  เป็นคำพูดของกอง โพก ( Kong Phok )  รมช.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชา ( TVK ) วันที่ 4 พ.ค. ว่า  กัมพูชาได้ออกคำเตือนอย่างชัดเจนต่อประเทศไทย ว่าหากพยายามยกเลิกหรือถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 ( ก็คือ MOU44 ) เกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน กัมพูชาจะดำเนินการทางกฎหมายทันทีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) รวมถึงกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับที่ไทยไม่สามารถเพิกเฉยได้

  การไกล่เกลี่ยภาคบังคับนี้ สร้างขึ้นโดยสหประชาชาติเอง เพื่อช่วยเหลือรัฐต่างๆ ในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ เมื่อกลไกนี้ถูกเปิดใช้งาน ประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมตามกฎหมาย 

“มีข้อสงสัยว่า การถอนตัวของไทยเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ ซึ่งจะทำลายกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่  บังคับให้กัมพูชาต้องแสวงหาการแทรกแซงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความสุจริตใจและความอดทนมาโดยตลอด แต่การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนตัว อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิที่จะแสวงหาความยุติธรรมภายใต้ระบบการระงับข้อพิพาทของ UNCLOS”

   กอง โพก ก็พูดมาในแนวเดียวกับอนุทิน คือ คุยไม่สำเร็จเสียที ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อเจรจาการกำหนดเขตแดนของข้อพิพาทที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ “แต่หลังจากผ่านไปกว่าสองทศวรรษ ไทยก็ยังไม่สามารถสร้างความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” และว่า ฝ่ายเขมรตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริงของรัฐบาลไทยในการเจรจาเพื่อหาทางออก สัญญาณล่าสุด ยิ่งเพิ่มความสงสัยของกัมพูชา และยังมีขู่กลายๆ ว่า  กระบวนการไกล่เกลี่ย จะทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้การตรวจสอบของนานาชาติและอาจนำไปสู่คำแนะนำที่มีผลผูกพัน  ( คือบุคคลที่สามบังคับว่า จะต้องทำอย่างไร ) 

ด้านสื่อ Phnom Penh post เปิดเผยคำสัมภาษณ์ของปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ว่า กัมพูชาไม่มีทางเลือก  นอกจากต้องใช้กลไกการระงับข้อพิพาทภายใต้ข้อตกลง UNCLOS   ซึ่ง MOU44  เป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวระหว่างสองประเทศของเราในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน และการกำหนดเขตแดนทางทะเลอย่างสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ  การถอนตัวของไทยเป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือและความตั้งใจทางการเมืองที่สนับสนุนความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลด้วยวิธีการสันติ

กัมพูชาเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการตัดสินใจดังกล่าว ส่วนการใช้กลไกของ UNCLOS จะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการอิสระ ที่ตรวจสอบข้อพิพาทและเสนอคำแนะนำที่ไม่ผูกมัดแก่ทั้งสองฝ่าย แม้ว่ากรอบบันทึกความเข้าใจจะล่มสลายไปแล้ว กัมพูชายังคงเน้นย้ำว่าสถานะทางกฎหมายของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และว่า  พัฒนาการล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการเจรจาทวิภาคีไปสู่กระบวนการทางกฎหมายพหุภาคี  

ยกเลิก MOU44 แล้วจะมีผลอย่างไร ?? เบื้องต้นต้องบอกว่า ไม่มีใครรู้ชัด ฝุ่นยังเพิ่งถูกตีให้ฟุ้งตลบ มีแต่คำรับรองของนายกฯหนูว่า การคิดอยู่บนพื้นฐาน Thailand First ไม่มีอะไรที่ไทยต้องสูญเสีย ..เห็นเขมรฮึ่มฮั่มจะทำโน่นทำนี่ก็ไม่รู้จะต้องสนใจอะไรแค่ไหนอย่างไร เพราะมันก็ขู่ใส่ไทยมาตลอด ตามประสาประเทศแบบไหนไปคิดคำเอง ที่หาเรื่องก่อน พอโดนตีนก็ทำเป็นรับบทเหยื่อโชว์ต่างชาติ ช่วงไหนว่างเว้นสู้รบก็หาเรื่องแซะไทย เคลมของไทยเป็นของมัน ประกาศตัวเป็นศัตรูแจ้งชัด เขมรจะเอาอะไรแน่ก็ต้องรอรัฐบาลพนมเปญประกาศเป็นทางการ จะโต้แย้งการยกเลิกหรือไม่

ที่น่าเบื่อในไทยคือมีพวกตีตนไปก่อนไข้ หรือไม่รู้จะเป็นพวกชังชาติดี ที่ชอบตีฟูว่า “ไทยแพ้แน่ ไทยเสียเปรียบแน่” อารมณ์แบบว่าไม่ใช่ขั้วการเมืองที่ตัวเองชอบ ทำอะไรมันก็ผิด แบบนี้หรือเปล่า ? อยากจะย้ำว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่เขมรออกมาเคลื่อนไหวมันเป็นเรื่องปกติเพราะมันเป็นคู่เซ็น MOU  สิ่งที่อ้างกันคือ อำนาจอธิปไตยเหนือน่านน้ำ ซึ่งประเทศที่มีข้อพิพาท ต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ     

การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ มีรูปแบบคือ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 คน เพื่อจะให้มารับฟังหลักฐาน ข้อกฎหมายต่าง ๆ ของทั้ง 2 ฝ่าย UNCLOS กำหนดให้สองฝ่ายคู่พิพาทตั้งคนของฝ่ายตัวเองมาได้ฝ่ายละ 2 คน แล้วร่วมกันเลือกประธานขึ้นมา 1 คน ซึ่งเป็นคนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยจะจัดทำรายงานที่มีลักษณะเป็นข้อแนะนำให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน เพื่อให้คู่พิพาทนำไปใช้เป็นฐานในการเจรจาระงับข้อพิพาทต่อไป  

ถ้าเจรจาไม่สำเร็จอีก ก็ต้องพึ่งกลไกอื่น ๆ เช่น ศาลโลก อนุญาโตตุลาการ หรือไม่แน่ก็ต้องไปตั้ง ‘MOU70’ ตามที่นายกฯ หนูว่า อาจมีเงื่อนไขอะไรต่างไปจาก MOU44   

การลากเส้นเขตแดนดันอ้างแผ่นที่คนละแบบ แล้วบังเอิญใต้ทะเลมีทรัพยากรพวกก๊าซธรรมชาติ ในสมัย ‘อดีตนายกฯนิด’เศรษฐา ทวีสิน ก็พูดกันเรื่องต้องเจรจาบริหารจัดการพื้นที่ให้เร็ว เพราะเวลาสำหรับการใช้พลังงานฟอสซิลอาจเหลือแค่ราวๆ 50 ปี จะได้ขุดมาใช้ให้คุ้มก่อนถึงยุคพลังงานสะอาด ทีนี้ พอยกเลิก ก็รอดูรัฐบาลสองฝ่ายว่า “จะให้แบ่งเส้นเขตแดนให้เสร็จก่อน หรือเจรจาเรื่องการใช้ประโยชน์ร่วมจากก๊าซธรรมชาติ” เชื่อว่าหลายฝ่ายเชียร์ให้แบ่งเส้นให้เสร็จ เพราะมีเส้นปัญหาตรงที่เขมรมาอ้างสิทธิ์ชนกับเกาะกูด 

ไทยได้เปรียบเสียเปรียบก็รอก่อนอย่าเพิ่งตีตน มันกำลังเริ่มกระบวนการเจรจาใหม่ ไว้ใจการทูตเรา.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่