เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19 มิ.ย.ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ และผู้อำนวยการวิทยาลัยทนายความ เป็นประธานเปิดงาน การเสนอผลงานทางวิชาการ ของผู้เข้าอบรม “หลักสูตรการบริหารเชิงนิติศาสตร์ระดับสูง” (วทน.) รุ่นที่ 5 โดยมีนายสมศักดิ์ อัจจิกุล กรรมการวิทยาลัยทนายความ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ และคณะกรรมการอำนวยการวิทยาลัยทนายความ อาทิ นายณรงค์รัฐ ภูติรถยา อุปนายกฝ่ายบริหาร และนายเจษฎา ปิยะสุวรรณวานิช อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอที่มุ่งหวังสะท้อนปัญหากฎหมายและเสนอแนะทางออกสู่สังคม

นายสมศักดิ์ อัจจิกุล ในนามผู้แทนหลักสูตร กล่าวรายงานว่า หลักสูตร วทน. รุ่นที่ 5 นี้ นำโดย นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานรุ่น วทน. รุ่นที่ 5 ได้ดำเนินการอบรมมาตั้งแต่วันที่พฤศจิกายน 2568 ถึงมิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 7 เดือน มุ่งเน้นแนวคิดหลักในการพัฒนาและบูรณาการทางนิติศาสตร์อย่างยั่งยืน โดยการจัดทำเอกสารทางวิชาการกลุ่มในครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญเพื่อวิเคราะห์ประเด็นปัญหากฎหมายที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน และเสนอแนะแนวทางแก้ไขไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การศึกษาค้นคว้าได้รับความอนุเคราะห์และการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและคณาจารย์ที่ปรึกษา ประกอบด้วย
1. ศ.พรชัย สุนทรพันธุ์
2. รศ.ณัฐพงศ์ โปษกะบุตร (กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและพิธีกรผู้ดำเนินรายการ)
3. รศ.ประสาน บุญโสภาคย์
4. อ.ธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
5. ผศ.ดร.เอกพงษ์ สารน้อย
6. รศ.ดร.สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต
7. ดร.ภูวิชชญา เหลืองธีรกุล
8. ผศ.ดร.สมภพ ระงับทุกข์
9. ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี
10. ผศ.ดร.ณชัชชญา ทองจันทร์

การนำเสนอผลงานทางวิชาการในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ จาก 5 กลุ่มศึกษา ดังนี้
1. กลุ่มกริฟฟิน (กลุ่มที่ 1): ชำแหละ “บริษัทนอมินีในไทย” บล็อกเชนพ่นพิษ เสนอตั้ง National BO Registry ตามรอยสิงคโปร์ นำเสนอโดย นางสาวสุภารัตน์ ใช่วิวัฒน์ และนางสาวเกศินี พวงเพ็ชร์ เผยปัญหานอมินีในไทยทวีความซับซ้อนอย่างน่ากลัว โดยมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Smart Contract) มาใช้อำพรางการควบคุมของคนต่างด้าวแทนสัญญาลับแบบเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญพบต่างชาติถือหุ้นแฝงเกือบร้อยละ 50 บั่นทอนเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ (FATF) ทางกลุ่มจึงเสนอแนะให้เร่งจัดตั้งระบบทะเบียนผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (National BO Registry) ตามแบบอย่างสิงคโปร์ เพื่อระบุตัวตนที่แท้จริงและป้องกันการฟอกเงิน
2. กลุ่มที่ 2: ปฏิรูปกลไกประกันตัว สลัดภาพเหลื่อมล้ำ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ นำเสนอโดย นายเจษฎา มหาทองคำ และ รศ.ดร.กฤษรัตน์ ศรีสว่าง เสนอเรื่อง ชี้ช่องว่างระบบการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งยังติดขัดด้านความแม่นยำของข้อมูลในกลไกประเมินความเสี่ยง ตลอดจนข้อจำกัดเรื่องความรวดเร็วของกองทุนยุติธรรม เสนอให้เร่งแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อยกระดับระบบประเมินความเสี่ยง และปรับปรุงกองทุนยุติธรรมให้เข้าถึงง่าย เพื่อยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) อย่างเท่าเทียม

3. กลุ่มที่ 3: เตือนทนายความใช้ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ระวังข้อมูลหลอน (AI Hallucination) กระทบกระบวนการยุติธรรม นำเสนอโดย นายวิโรจน์ อัศวเสมาชัย, นายไพบูลย์ แย้มเอม และนายชนะ ผาสุกสกุล ไฮไลต์: แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ค้นคว้ากฎหมาย และวิเคราะห์คำพิพากษาได้อย่างรวดเร็ว แต่ผลศึกษาพบข้อจำกัดสำคัญเรื่อง “ความคลาดเคลื่อนและการอ้างอิงข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง” ซึ่งเสี่ยงกระทบต่อสิทธิคู่ความ จึงเสนอแนะให้สภาทนายความเร่งกำหนดแนวทางมาตรฐานเฉพาะ (AI Guideline) และหลักจรรยาบรรณกำกับดูแลการใช้ AI ในวิชาชีพกฎหมายไทย
4. กลุ่มเพกาซัส (กลุ่มที่ 4): ถอดรหัส “สถาปัตยกรรมรัฐธรรมนูญ” ปิดช่องว่างความเป็นตัวแทน สว. นำเสนอโดย นายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช และนางศิรินทร สินธิศิริกฤตย์ สำหรับไฮไลต์: เสนอแนวคิดการปฏิรูประบบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมรัฐธรรมนูญที่ต้องลดช่องว่างความเป็นตัวแทน (Representation Gap) พร้อมแนะกรอบการศึกษาอนาคตในการเปรียบเทียบระบบต่างประเทศ เพื่อออกแบบระบบใหม่ที่มีความชอบธรรม โปร่งใส และสร้างความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

5. กลุ่มสฟิงซ์ (กลุ่มที่ 5): วิกฤตขยะพิษ 30 ล้านตันต่อปี เสนอลงดาบขั้นสูงสุด ยกระดับโทษอาญาและมาตรการปกครอง นำเสนอโดย นางสาววรัทยา ประพันธ์ และนายชาตรี อยู่ประเสริฐ (ร่วมด้วยคณะผู้จัดทำรวม 24 คน อาทิ นายกฤษฎา อึ้งสกุล, ดร.ฉัตรทิพย์ แม้นหลาย, พล.ตรี ร่มไทร วงษ์เจริญ, พญ.ปวริศา เกียรติอภิวสุ ฯลฯ) ไฮไลต์: เผยตัวเลขสถิติน่ากังวลของประเทศไทยที่มีกากอุตสาหกรรมและขยะพิษ (Hazardous Waste) พุ่งสูงกว่า 30 ล้านตันต่อปี ท่ามกลางปัญหาการลักลอบทิ้งและนำเข้าสารเคมีอันตรายอย่างผิดกฎหมาย ทางกลุ่มเสนอทางออก 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง 2) ยกระดับบทลงโทษทางอาญา (จำคุกและปรับ) ให้รุนแรงเด็ดขาด และ 3) ใช้มาตรการทางปกครองขั้นสูงสุดสั่งระงับและเพิกถอนใบอนุญาตทันที เพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามพันธกรณีอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
วิทยาลัยทนายความ สภาทนายความ เชื่อมั่นว่าข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเอกสารทางวิชาการจากคณะผู้เข้ารับการอบรม วทน. รุ่นที่ 5 ทั้ง 5 หัวข้อนี้ จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ อันจะนำมาซึ่งความยั่งยืน ความเป็นธรรม และประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ต่อไป.



