คนฟังก็งงว่าบางเรื่องไปขุดโครงสร้างอะไรกันมาก มันไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไร หรือจะให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาอีก ?? .. อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้คำว่า ความท้าทายใหม่ กลายเป็นวาทกรรมน่าเบื่อ เพราะมันเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสโลกปัจจุบัน

ความท้าทายใหม่ คือปัญหาใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงโลก การแก้ปัญหาแบบเก่าอาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทางสังคม ในด้านสังคมศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทำให้เราเรียกหาความเท่าเทียม สวัสดิภาพ สวัสดิการมากขึ้น นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “พัฒนาการทางสิทธิมนุษยชน” ซึ่งคนกลุ่มที่เรียกตัวเป็นชายขอบเขาต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง กระบวนการต่อสู้มีผู้มาร่วมมากขึ้น มีแนวร่วมสนับสนุนมากขึ้น ( ในความหมายว่า ไม่ใช่คนที่เผชิญกับปัญหาโดยตรง  แต่สนับสนุนผู้ขับเคลื่อนแก้ไข )

การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของบางกลุ่ม มีหมุดหมายการเริ่มต้น อย่างกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เลือกใช้เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่ง“การเฉลิมฉลองความเท่าเทียมทางเพศ” ซึ่งจริงๆ การขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลายทางเพศก็มีวาระอื่นอีก อย่างเดือน พ.ค.ก็มีกิจกรรมวัน IDAHOT หรือวันสากลยุติความเกลียดกลัวต่อการรักเพศเดียวกัน แต่งานใหญ่ที่สุดคือเดือน มิ.ย.ที่มีกิจกรรมเดินไพรด์พาเหรด ในประเทศโลกเสรีทั่วโลก   

ในปีนี้ พรรคการเมืองที่ขยับเรื่องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ในโอกาสเดือนไพรด์เป็นพรรคแรก คือพรรคประชาชน ( ปชน.) ที่ไปประกาศเจตนารมณ์ในการจัดกิจกรรมไพรด์ที่เชียงใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีถ้อยแถลง  พร้อมเดินหน้าทำงานทั้งในสภาและนอกสภา เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและการโอบรับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยให้ก้าวหน้าต่อไป ผ่าน 3 วาระหลัก คือ 1. ติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายให้สอดรับกับสมรสเท่าเทียม เนื่องจากปัจจุบันยังมีกฎหมายบางฉบับที่จำกัดสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงทำให้ผู้หญิงและผู้ชายทั่วไปมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรีต้องเร่งแก้ไข

2. ผลักดันร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักประกันว่าในสังคมไทยต้องไม่มีใครถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การสูญเสียโอกาสในการทำงาน การเข้าถึงบริการสาธารณะ หรือสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ เพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศหรือความแตกต่างใดๆ 3. ผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว ..จากภาพรวม เป็นการขับเคลื่อนที่กว้างขึ้น จากที่เดิมเรามักจะจำข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสิทธิกลุ่ม LGBTIQ+ ได้มากที่สุดคือเรื่องขับเคลื่อนการสมรสเท่าเทียม

สิทธิความเท่าเทียมทางเพศของไทยเป็นอย่างไร ในสายตาหลายๆ คนก็บอกว่า “ดี มีเสรีภาพมาก” ประเทศไทยนี่ได้สิทธิดีกว่าหลายประเทศมาก ..มากเกินกว่าที่กลุ่ม LGBT บางคนจะมาพูดปาวๆ ว่า “เราถูกจำกัดสิทธิ” ซึ่งความที่คนไทยขี้หมั่นไส้ก็ต้องระวังด้วยว่า เรียกร้องนักระวังจะมักได้อะไรมาแทน  “จนถึงวันนี้” มีประเด็นทางเพศที่พูดขึ้นมาทีหัวร้อนกันขึ้นมาที คือเรื่องสิทธิของคนข้ามเพศ ในการใช้คำนำหน้านามตามเพศใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายกะเทยใช้นางสาว” ( จริงๆ มันรวมถึงชายข้ามเพศด้วย หากข้ามมาเป็นชายแล้วก็ขอใช้สิทธิตามเพศใหม่ )

กระแสต่อต้านเพราะไม่เห็นด้วยจริงๆ ก็เรื่องหนึ่ง ต่อต้านเพราะหมั่นไส้ได้คืบจะเอาศอกก็อีกเรื่อง แต่ดูจากความคิดที่แสดงออกมาในโลกออนไลน์ คือไม่เห็นด้วยสูงมาก เพราะเพศหญิงโดยกำเนิดเขาขอก็ขอสิทธิในพื้นที่ความเป็นหญิง อย่างเช่นห้องน้ำหญิง อะไรจะรับประกันได้ว่า ชายแต่งหญิงเข้าห้องน้ำหญิงนั่นปลอดภัยทุกคน ฝ่ายชายที่พูดกันมากก็คือ ขอความไม่สับสน เพราะทรานส์ไทยเนี่ย “เนียนนี” คือแปลว่า ทำมาเหมือนผู้หญิงเป๊ะ …

นักสิทธิมาอ่านข้อความข้างต้นแล้วคงว่า “ตื้นเขิน คนเขียนคิดได้แค่เนี้ย??” ก็คงบอกว่า บางเรื่องพี่ไม่ต้องคิดกันเยอะแยะมากมายก็ได้ มันมาจากธรรมชาติวิสัยกับปัญหาที่เห็น มาจากความรู้สึกง่ายๆ นี่แหละ อย่าไปสร้างวาทกรรมประเภทถอดรื้อประกอบสร้างความหมายคำว่า เพศ อะไรเลย ..จริงอยู่ ทุกอย่างมันมาจากมนุษย์สมมุติเอาทั้งนั้น แต่เวลาเจอเหตุเฉพาะหน้าไม่มีใครมานั่งคิดหรอกว่า อะไรคือความจริงอะไรคือสมมุติ ..เช่น ผู้หญิงเจอกะเทยล่ำแต่งหญิงเข้าห้องน้ำหญิง เบื้องต้นเขารู้สึกไม่ปลอดภัยทันที  ไม่นั่งถอดรหัสคิดว่า “ที่เราคิดว่า รูปลักษณ์แบบนี้ไม่ปลอดภัย เพราะในอดีตมีการประกอบสร้างความหมายว่ารูปลักษณ์แบบนี้ไม่ปลอดภัย เราต้องมาถอดรื้อวาทกรรม ณ บัดเดี๋ยวนี้ เพื่อความเท่าเทียม”

การเคลื่อนไหวของกะเทยบางนาง ก็ทำให้เสียกระบวนกันไปหมด เพราะเลือกการเฟียสใส่กระแสวิจารณ์ ไปทำเป็นไม่แคร์ ( สิทธิ์ฉันสำคัญที่สุด )  คนก็ยิ่งต่อต้าน เอาไปเหมารวมทั้งชุมชน LGBT กลายเป็นไม่อยากสนับสนุน

ความเฟียสอีกอย่างคือ ทำเฟียสวิชาการ พยายามไปแบ่งเฉด LGBT ให้คนยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม อย่างเขาพูดกันเรื่องสิทธิของสาวข้ามเพศ ก็มีบางคนเผยอหน้าขึ้นมาว่า นอกจากแบ่งชายรักชาย หญิงรักหญิง ข้ามเพศ แล้ว ต้องแบ่งกลุ่ม Non Binary ด้วยนะ .. คนไม่ได้เรียนเรื่องเพศสภาพมาก็งงมันอะไรอีกล่ะ จะอธิบายว่า “เป็นพวกไม่ชอบถูกนิยามว่าเป็นเพศไหน ” เชื่อเถอะน้อยคนจะเข้าใจ เขาคงดูหน้าแล้วสรุปแค่ว่า อีนี่เกิดเป็นเพศอะไร จบ.. หรือจะไปบอกว่า มันมี queer อีก คนฟังเกาหัว ถามว่า คืออะไร ตอบว่า เป็นพวกเพศสภาพลื่นไหล ..อวดรู้มากก็ต้องระวังด้วยว่า ยิ่งสื่อสารกับสังคมยาก

กระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ควรกลับมาดูตอนเคลื่อนไหวเอาสมรสเท่าเทียม ไล่มาตั้งแต่เป็นคู่ชีวิตว่า การสื่อสารมันใช้เวลาและใช้การโน้มน้าวใจมากแค่ไหน .. เรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีกระแสค้านมากอย่างรับรองเพศ ก็ต้องมีตัวอย่างที่แสดงความจำเป็นได้ และควรดูกระแสโลกด้วยว่า ใช่เวลาหรือเปล่า ขณะนี้เกิดความตื่นตัวเรื่องหญิงข้ามเพศในวงการกีฬาเอาเปรียบนักกีฬาหญิงอยู่ด้วย จะสื่อสารรณรงค์ต้องวางยุทธศาสตร์ดีๆ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่ น่าจะเป็นการที่ LGBT เป็นแกนนำรณรงค์เพื่อกลุ่มอัตลักษณ์อื่นในสังคม มากกว่าวาระเกี่ยวกับชุมชนตัวเอง ดูๆ ตอนนี้ กระแสความเคลื่อนไหวที่น่าสนับสนุน คือ การออกกฎหมายป้องกันขจัดการเลือกปฏิบัติ แม้ว่ากลุ่ม LGBT จะมี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ มาขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศแล้ว แต่กฎหมายนี้จะครอบคลุมถึงการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มเปราะบางอื่นด้วย เช่น ชาติพันธุ์  ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อHIV  ผู้แตกต่างทางศาสนา สภาพทางร่างกาย  ไปจนถึงกลุ่มความเชื่อทางการเมือง  โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับความเห็นต่าง ควรจัดหมวดเป็น “อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง”ซึ่งมีโทษที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นลักษณะเฉพาะ

เราจะได้เห็นข้อเสนออื่นๆ เพื่อความเท่าเทียมทั้งสังคม จากกลุ่ม LGBT มากขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย. ก็รอดูความเคลื่อนไหวที่ขอให้มากกว่าแต่งตัวแรงเดินพาเหรด และอย่าเป็นความเคลื่อนไหวแบบเอากลุ่มตัวเป็นศูนย์กลางจักรวาล มิฉะนั้นจะรณรงค์อะไร คนจะไม่ฟังเสียงเอา.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่