เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานทนายคลายทุกข์ นางแบบชื่อดัง “ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี” พร้อมด้วยทีมทนายความ “ทนายกุ้ง” และ “ทนายเดชา” ร่วมกันแถลงข่าวกรณีการยื่นฟ้องล้มละลายต่ออดีตนางเอกยุค 90 เพื่ออัปเดตความคืบหน้าและขั้นตอนทางกฎหมายล่าสุด

โดยลูกหมี เปิดเผยว่า “วันนี้ลูกหมีเป็นโจทก์ฟ้องที่ศาลล้มละลายกลาง ฟ้อง “คุณนางสาวมัณฑนา เดชบริวัฒน์” หรือ “นางมัณฑนา หิมะทองคำ” (ปู มัณฑนา) เขาเป็นจำเลย โดยฟ้องล้มละลายค่ะ เนื่องจากวันนี้ที่จะมาแถลงข่าวก็เพราะว่าเราก็มีคดีความกับคุณมัณฑนาหรือคุณปูมาเนิ่นนานแล้ว รวมๆ เกือบจะสามปี ก็อยากจะอัปเดตให้กับประชาชนรับทราบทั่วกันว่า สิ่งที่เราเป็นผู้เสียหาย ตลอดระยะเวลาสามปี เรามีความเดือดร้อน และตอนนี้เงินที่เขาติดเรา ที่ศาลแพ่งหรือที่ศาลอาญาตัดสิน ในหลายๆ คดี ก็ถือว่าเป็นศาลชั้นต้น เงินเราไม่ได้รับคืนเลย และเรามีความเดือดร้อนอย่างมาก ก็ค่อนข้างลำบาก เราก็เลยอยากจะชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า เราคงต้องทำขั้นตอนสุดท้าย ที่จะฟ้องล้มละลาย เพื่อให้ทางศาลล้มละลายช่วยเหลือลูกหมีอีกทาง

ถามว่าคาดหวังว่าเราจะได้ทรัพย์สินไหม เพราะก่อนหน้านี้เราไปสืบทรัพย์แล้วว่าเขาไม่มีอะไรเลย ก็คาดหวังว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ จะเป็นคนดูแลจัดการเงินทั้งหมดของคุณปู ตรงนี้แหละเราจะได้จากส่วนนั้น ที่ผ่านมาลูกหมีให้โอกาสมาโดยตลอด ตั้งแต่วันไกล่เกลี่ย ตั้งแต่ปี 67 ไกล่เกลี่ยแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นศาลทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นศาลแพ่งหรือศาลอาญา ก่อนจะสืบสวนกันทุกครั้งเลยเราต้องการไกล่เกลี่ย เราให้โอกาสเยอะมาก จนไม่สามารถให้โอกาสอะไรคุณปูได้แล้ว เพราะคุณปูเขาไม่ยินดีกับโอกาสที่เรายื่นให้ เพราะคาดหวังศาลล้มละลายกลางจะช่วยลูกหมีได้อีกหนึ่งทาง และการที่ลูกหมีตัดสินใจฟ้องล้มละลาย คุณปูก็ไม่สามารถไปก่อหนี้ที่อื่นได้อีก คุณปูก็ไม่สามารถทำธุรกรรมอะไรหลายอย่างได้ ก็มีผู้พิทักษ์ทรัพย์นี่แหละค่ะ ดูแลคุณปูอย่างใกล้ชิด ก็น่าจะเป็นผลดีกับคุณปู และทุกอย่างในชีวิตปูก็น่าจะง่ายขึ้น ก็จะมีคนดูแลใกล้ชิดค่ะ

ส่วนที่เขาบอกว่าจะมีเงินมาวางให้กับเรา 1,700,000 บาท เราก็ดีใจมากถ้าเกิดว่าคุณปูมีเงิน 1,700,000 มาวาง แต่ตอนนี้คดีแพ่งที่ศาลสั่งให้จ่าย 1,700,000 มันไม่ใช่ 1,700,000 แล้ว ณ เวลาที่เดินเลยมาสามปี มันเป็น 2,400,000 บาทค่ะ รวมดอกเบี้ย รวมค่าใช้จ่ายตอนนั้น ณ เวลานี้ แต่ถ้าคุณปูเอาเงินมาวางได้ ลูกหมีก็จะมีสัจจะมากที่จะถอนฟ้องคุณปูทุกคดี เพราะตอนนี้คุณปูกับลูกหมีมีทั้งหมดแปดคดี มีทั้งในชั้นศาลห้าคดี แล้วก็มีในชั้นตำรวจอีกสามคดีที่ยังไม่จบ คือเรามีสัจจะเพียงพอ ที่เราจะถอนฟ้อง ถ้าคุณปูเอาเงินมาวาง 2,400,000 บาทได้ หรือถ้าคุณปูไม่ได้เอาเงินมาวาง 2,400,000 บาท ถ้าอยากจะไกล่เกลี่ยเข้ามาไกล่เกลี่ยได้ตลอดเวลาเลย เพราะว่าความลำบากของลูกหมีที่เป็นเจ้าหนี้ คุณปูไม่ได้มานั่งอยู่ในครอบครัวลูกหมี ไม่รู้ว่าครอบครัวลูกหมีลำบากยังไง เดือดร้อนยังไง ครอบครัวลูกหมีมีหลายคนไม่ใช่ตัวคนเดียว เวลาคุณปูทำอะไรต้องคิดถึงคนในครอบครัวลูกหมีด้วย เหมือนกัน ตัวลูกหมีเองก็นึกถึงคุณปูซะด้วยนะคะ ถึงให้โอกาสมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่างๆ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เช็คเด้ง 1 มกราคม 2567 ให้เวลาจนถึงเมษายน ที่จะไปแจ้งความ ให้เวลาทุกสิ่งทุกอย่างมาหมดแล้ว คุณปูต้องให้ลูกหมีกลับมาได้แล้ว”

ลูกหมีเล่าต่อว่า “ถามว่าคนจะหาว่าไปกลั่นแกล้งเขาอีกไหม เพราะเขามี 20 กว่าๆ คดีแล้ว มันดูเหมือนปิดทุกอย่างในเส้นทางทางการเงินของเขา คือเราทำในส่วนของเรา เพราะเรารอ ไม่มีใครกลั่นแกล้งใครนอกจากตัวเราเอง ลูกหมียอมรับกรรมโดยตลอด สามปีที่ลูกหมีไปเจอคุณปู ลูกหมีไม่ใช่เพื่อนเขามาก่อน ไม่เคยรู้จักเขาเป็นการส่วนตัว จนเจอเขา ลูกหมีก็โดนชักชวนลงทุน แล้วก็ลงทุนกับเขา แต่สิ่งที่ลูกหมีได้ ลูกหมีเสียเงิน 2,000,000 มันเป็นเงินเก็บปีละ 100,000 บาท 20 ปีของลูกหมี ความเจ็บปวดอันนี้มันมากมาย ลูกหมีไม่เคยกลั่นแกล้งคุณปู คนที่กลั่นแกล้งลูกหมีคือปูซะมากกว่า ที่มาชวนลงทุนแล้วทำไม่ได้อย่างที่พูด พอทำไม่ได้ก็ไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถ ที่จะมาใช้หนี้ด้วย คำพูดของคุณปูที่เคยสัญญากับลูกหมีในแชต LINE ตั้งแต่ปีหกหกถึงหกเจ็ด คือทำไม่ได้สักอย่างเลย จนตอนนี้มันไม่ได้มีอะไรไปทำร้ายคุณปูได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะคุณปูทำตัวเองไปหมดเรียบร้อยแล้ว

แล้วศาลล้มละลายกลางนี่แหละ ที่จะช่วยลูกหมี เชิญคุณปูมาเจรจา นี่คือความคาดหวังของลูกหมี ที่คุณปูจะเข้ามาเจรจาจะจ่ายลูกหมีเดือนละเท่าไหร่ จะมีหลักทรัพย์อะไร หรือคุณปูมีทรัพย์สินมากมาย ญาติพี่น้องเยอะแยะ มันต้องมีคนที่ช่วยคุณปูอยู่ เรายังคาดหวังและตั้งจิตว่าคุณปูยังมีบุญ ที่คุณปูยังมีคนช่วยเหลือปูอยู่ ถ้าคุณปูเอาเงินตรงนั้นมาให้ลูกหมีได้บ้าง มันก็จะได้จบไปทีละเรื่องทีละคน ถ้าลูกหมีถอนฟ้องไปแปดคดี คุณปูจะเหลือแค่ 12 คดีเลยนะคะ มันลดฮวบเลย ถ้าจะเคลียร์กับลูกหมีคนเดียวก่อน มันต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุดค่ะ ถ้าแก้ไม่ตรงจุดก็คงเลยอีกห้าปี

ถามว่ารู้สึกยังไงที่เขาพูดว่าเขาโดนกลั่นแกล้ง ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะมันเป็นแค่ลมปากคน หรือเป็นแค่คำพูด ใครพูดอะไรก็ได้ ลูกหมีก็โดนกลั่นแกล้ง ลูกหมีก็พูดได้ แต่ลูกหมีไม่พูด เรารู้อยู่แล้วว่าตัวเราทำอะไร เรารับผิดชอบตัวเองได้ แต่ถ้าเราพูดแล้วเรารับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ก็เหมือนคนโง่ เราเคยโง่มาแล้ว ก็ต้องระวังต่อไป แต่จะทำอีกซ้ำอีก จะให้ลูกหมีไปลงทุนกับคนอื่น ลูกหมีก็คงทำแล้วเข็ด แล้วก็ต้องจำ ทุกคนมีปัญหาหมด แต่ไม่ใช่มานั่งโทษชาวบ้าน โทษคนอื่นว่าเขาแกล้งฉัน เอาเวลาตรงนี้ไปทำมาหากิน ก็จะทำให้ชีวิตมันดีขึ้น

ส่วนที่เขาบอกว่าเขาหยุดแล้วเขาใช้ธรรมะเยียวยาจิตใจ ก็ขออนุโมทนาบุญด้วย แต่ว่าพวกนี้มันก็ต้องใช้ระยะเวลา เป็นลูกหมีไม่ต้องไปวัดค่ะ ไม่ต้องไปซื้อดอกบัว เอาเงินตรงส่วนนี้ 500 700 มาเก็บใช้หนี้ วันนี้โอนเท่านี้ มันยังดูดีมีคุณค่ากว่า การที่ต้องนั่งรถไปวัดไปเดือดร้อนชาวบ้าน ไปเชิญพระอาจารย์มาทำพิธี มันเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เก็บเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปดูแลครอบครัวไปจ่ายเจ้าหนี้ดีกว่า เพราะเจ้าหนี้อย่างลูกหมีก็ลำบาก ตรงนี้มันต้องคิดให้ดี พอเราฟ้องยื่นล้มละลายก็คาดหวังที่ศาลล้มละลายจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการเจรจา ถ้าไกล่เกลี่ยได้อีกรอบหนึ่งก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ ก็คาดหวังผู้พิทักษ์ทรัพย์นี่แหละ ช่วยเป็นคนดูแลลูกหนี้ของลูกหมีอย่างใกล้ชิด

ส่วนสิ่งไหนที่ทำให้เราเชื่อว่าเขายังมีทรัพย์สินที่จะคืนเงินเราได้ เราเชื่อในศักยภาพของเขา อดีตที่ทำงานมา หรือสิ่งแวดล้อมที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ลูกหมีว่าเขาน่าจะมีบุญในเรื่องของวาจาพูดแล้วคนอาจจะหาเงินมาให้เขาได้ แล้วเขาก็มีที่ดินอีก 100,000,000 บาท ที่เขาพูดสม่ำเสมอว่าเขามีตรงนี้ เราก็เชื่อว่าเขาก็คงมีสัจจะคำพูดของเขาที่เขามีจริง ถ้าคนมีไม่จริงก็ไม่น่าพูด เขาก็น่าจะมีเงินร้อยล้าน ถ้าเขาเคลียร์ตรงนี้ได้ ถ้าไปขายสัก 80,000,000 ก็ยังเหลือ ก็เชื่อว่าคุณปูน่าจะมีสัจจะเพียงพอ

ด้วยความที่เราไปเจอเขาถามว่าอยากคุยกับเขาตรงๆ ไหมในระยะเวลาสามปี อยากคุยค่ะ แต่คือตรงนั้นก็ไม่รู้จะถามอะไร แต่สิ่งที่ไปศาลทุกครั้ง ผู้พิพากษาเขาจะเรียกทั้งโจทก์และจำเลยมายืนหน้าบัลลังก์ เขาก็จะถามว่าไกล่เกลี่ยไหม รับเงินไหม จะรับได้เท่าไหร่ ก็ให้จำเลยไปฟังทนายนะว่าถ้าไกล่เกลี่ยจะมีข้อดียังไง ให้ทนายเล่าให้จำเลยฟังทั้งหมด ทนายก็เล่าให้จำเลยฟังด้วยนะ ว่าถ้าไม่ได้ไกล่เกลี่ย แล้วถ้าตัดสินคดีออกมาแล้วจะเป็นยังไง ศาลทุกศาลเขาจะให้เราไปปรึกษา ให้โอกาสทั้งสองฝ่าย ออกไปนอกห้อง 20 นาที เพื่อให้นั่งคุยทั้งสองฝ่าย แล้วเข้ามาถ้าบอกไกล่เกลี่ยก็คือจะจบเลย แต่ทุกครั้งที่เขาเข้ามา เขาจะบอกว่าไม่ค่ะ มันมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาเสียหายมาก เขาก็ไม่ไกล่เกลี่ยทุกครั้ง จนเลยมาถึงตรงนี้ ก็ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เขาไม่ไกล่เกลี่ย”

ลูกหมี เผยต่อว่า “แล้วก่อนหน้านี้ที่เขาบอกว่ามีเงินจากสปอนเซอร์และผู้ใหญ่ใจดีเตรียมไว้แล้ว ถามว่าเชื่อไหม (หัวเราะ) คือคุณปูพูดอะไรมาสามปี ไม่ค่อยได้ทำตามสิ่งที่พูด เราก็เลยเชื่อหน่อยหนึ่ง ไม่เชื่อเยอะกว่า แต่เราก็หวังเนาะ ว่าเขาจะเตรียมเงินมาวางไว้ ภายในสามเดือน นี่ผ่านไปเดือนหนึ่งแล้ว ก็รอเหมือนแม่สายบัวรอเก้อ มันก็รอแบบนี้มานานแล้ว ถามว่าสงสารหรือเหนื่อยใจไหม โดยรวมที่ทุกคนทราบ 30 ปีนี้เราเข้าวัดมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งมาเข้า คือมองเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ร่วมโลกกับเรา เรามองเป็นเรื่องกรรม ระยะเวลาสามปีไม่ธรรมดานะ เราไม่รู้จักเขาส่วนตัวมาก่อน แล้วเราสูญเสียเงิน เรามองเรื่องกรรมเป็นหลัก ว่ากรรมของเรายังชดใช้ไม่หมด ลูกหมียอมรับก็เลยใช้ชีวิตค่อนข้างโอเคเรื่อยๆ ก็ยังมีรอยยิ้มบ้าง แต่ก็มีช่วงดิ่งบ้าง ก็มองอดทนรอดูจุดจบ อย่างวันตัดสินแต่ละคดี ก็ลุ้นและตื่นเต้นมาก แฮปปี้เวลาถึงวันตัดสิน จะแพ้หรือชนะแฮปปี้หมด เพราะเรารอวันนั้น และวันนี้ก็รอวันต่อไป เมื่อไหร่จะถึงศาลอุทธรณ์ ไม่มีความเกลียดโกรธคุณปูนะ ยังไม่เคยสาปแช่ง เราแค่รอเวลาอดทนมาบริหารความเครียดความสุขของเราด้วยตัวเอง

เราก็รอวันที่เราได้เงิน ก็เหมือนวันขึ้นสวรรค์เนาะ ตอนนี้คุณปูกับลูกหมีก็คงตกนรกกันอยู่ ชดใช้กันอยู่ ก็เพลินๆ กันไป แต่พอวันหนึ่งถ้าเราได้เงินคืน หรือคุณปูชดใช้ในสิ่งที่เขากระทำไว้ ก็จบกันไป พรุ่งนี้ก็ขึ้นศาลอีกหนึ่งศาล ที่นนทบุรี ก็ซ้อมสำนวนหนักมาก แล้วศาลนัดสองวัน เราเป็นโจทก์ โดนคู่กรณีจำเลยเขียนข้อความหมิ่นประมาทเรา 14 ข้อความ อาทิตย์นี้เราเครียดมาก เพราะการซ้อมสำนวนเหมือนมานั่งด่าตัวเอง คำด่าที่เขามาด่าเรา อันนี้คือความเครียดที่ไม่ควรเจอ เดี๋ยวเราก็ต้องมานั่งพูดคำพูดที่เขาด่า ก็เหมือนมาด่าเราซ้ำอีก ในสามปีที่เขาด่าเราจำไม่ได้ เพราะเขาด่าเป็น 100 ข้อความ แต่ของวันพรุ่งนี้ 14 ข้อความ เขาก็จะบอกว่า “อีป้า อีแก่แย่งผัวX มึXมีผัวเป็นตัวเป็นตนให้ได้ก่อนเถอะ งานก็ไม่มี หิวแสง ไปกินข้าวก็ไม่จ่าย ประมาณนี้ ไปกินไวน์ฟรี มึXมีผัวก็อยากให้ผัวขอคนขับรถผัว ผัวก็ไม่ให้คนขับรถ ก็เลยโกรธ เพราะพี่คนขับรถ เราก็งงเนาะ จะไปขอผู้ชายให้คนขับรถ ให้ผู้ชายซื้อรถให้ก่อนดีกว่าไหม” คือด่าอีนุงตุงนังพันกันไปหมด ก็รอศาลตัดสิน เราก็เต็มที่

จริงๆ ตอนนี้จำเลยมีคดีที่พิพากษาไปแล้วห้าคดี ติดคุกรวมๆ 10 ปี มีทั้งรอลงอาญาและไม่รอลงอาญา และจำเลยเขาก็มีการใส่กำไล EM เรียบร้อยแล้ว ก็รอคดีหมิ่นประมาทของลูกหมี ก็คาดว่าน่าจะตัดสินช่วงเดือนตุลาคม เพราะพรุ่งนี้ 27 28 สิงหาคม ก็อาจจะเป็นตุลาตัดสินอีกหนึ่งคดี ถ้าลูกหมีแพ้ก็ไม่เป็นไร ถามว่ากังวลว่ากลัวแพ้ไหม ก็ไม่กลัวค่ะ ทุกคดีไม่เคยกลัวแพ้ ถ้าแพ้ก็คือแพ้ เราก็หัวเราะไป ถ้าชนะก็ดีใจ ที่คนด่าเราแล้วเขาก็รับผิดชอบคำด่าของเขาไป ถ้าใครจะฟ้องหมีหรือคู่กรณีจะฟ้องหมี ก็ฟ้องได้เลยค่ะ เรายังพอมีเงินเตรียมสู้คดี และยังพอมีเงินจ่ายค่าประกันตัว ทำทุกอย่างต้องมีเงินนะคะ และต้องเตรียมร่างกายจิตใจ ตอนนี้ออกกำลังกายทุกวันเลยค่ะ เตรียมพร้อมตลอด

ส่วนคดีของลูกหมีกับคุณปูก็ยังมีที่โรงพัก 2 โรงพัก 3 คดี มีที่ชัยพฤกษ์สองคดี และโคกครามอีกหนึ่งคดี อย่างคุกคามคู่กรณีด่าคุณทนายกุ้ง 22 ข้อความ ด่าลูกหมี 18 ข้อความ คือเริ่ด ไม่ต้องสืบเลยค่ะ คือด่าว่า “อีหมี รัศมี ทองศิริไพรศรี อีทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ” คุณเดชาก็โดนด่านะคะ แต่ไม่โกรธ คือเริ่ดตรงที่ด่าชัดเจน ไม่ต้องนั่งสืบ จะได้ไม่ต้องย่อ สิ่งที่เราทำคือต้องการปกป้องสิทธิ ไม่ได้กลั่นแกล้ง เราบริหารเวลาได้ ห้าปีก็ไปศาลได้ตลอด คือพร้อม ที่สำคัญเรายังไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรง มีแรง มีเงินสู้คดี ไม่ต้องยืมเงินใคร ลูกหมีไม่เคยเป็นหนี้ใคร ยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้ง ศาลล้มละลายกลางก็วางเงิน 5,500 มีเงินสู้ทุกคดี

แล้วก็อยากจะบอกคนที่ติดตามข่าวนี้ ก็อยากขอบคุณทุกกำลังใจ สามปีนี้ มีทุกท่านให้กำลังใจและคำแนะนำหลากหลาย และอยากจะบอกว่าสามปีนี้มีความรู้มากขึ้นในด้านของกฎหมาย ประสบการณ์ตรงในเรื่องของการแจ้งความ การเบิกความ การขึ้นศาลแพ่งและอาญา ในช่วงการประกันตัว และในช่วงของการใส่กำไล EM ขั้นตอนทุกอย่างเกี่ยวกับกฎหมายลูกหมีมีความรู้มากขึ้น ก็ยังมีความคิดว่าเราอาจจะไปเรียนพิเศษเพิ่มไหม เพราะถ้าเรามีความรู้มากขึ้นก็อาจจะช่วยเหลือคนอื่นได้ ลูกหมีก็ไปเรียนลงคอร์สเรียนผู้ไกล่เกลี่ย ก็เพิ่งจบคอร์สไป วิกฤติที่ลูกหมีเจอสามปีนี้ ลูกหมีก็ได้โอกาสต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย อาจารย์เดชาและทนายกุ้ง ช่วยเหลือลูกหมีอย่างดี ก็อยากฝากคุณปู ถ้ามีโอกาสก็เข้ามาไกล่เกลี่ยกันได้ เราก็รอวันไกล่เกลี่ย เราจะได้จบเวลาที่เร็วขึ้น จะได้ไม่ต้องไปถึงห้าปีเจ็ดปี แต่ถ้าคุณปูไม่อยากไกล่เกลี่ยอยากไปต่อก็ได้ค่ะ ยินดีทุกรูปแบบ”

ทนายกุ้ง เผยว่า “ตอนนี้เรายื่นฟ้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วที่ศาลล้มละลายกลาง ก็มีการนัดพิจารณาในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ซึ่งกระบวนการขั้นตอนเหล่านี้ นัดแรกที่จะมีการพิจารณา จำเลยก็จะมี การต่อสู้เข้ามา เหมือนคดีแพ่งว่า เหตุที่เขาฟ้องล้มละลาย เพราะเนื่องจากว่า ศาลพิพากษาในคดีแพ่งมาแล้วประมาณ 1,700,000 เศษๆ รวมจนถึงปัจจุบันดอกเบี้ยประมาณ 2,400,000 ซึ่งถ้าเป็นบุคคลธรรมดาแล้วมีมูลหนี้เกินหนึ่งล้านบาท ก็สามารถฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเขาจะล้มละลายนะ เขาสามารถต่อสู้ว่าสิ่งที่เขาไม่มีเหตุที่จะล้มละลายมีอะไรบ้าง ก็ต้องต่อสู้ว่าเขามีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้เราได้ หรืออาจจะเอาทรัพย์สินมาแสดง เพราะที่ผ่านมาก่อนที่จะฟ้องเรามีการทำทุกขั้นตอนแล้ว เรามีการสืบทรัพย์ทุกอย่าง แต่เราสืบแล้วไม่พบ เขาอาจจะเก็บไว้ที่อื่นเราก็ไม่ทราบ มันก็มีเหตุของข้อกฎหมายว่า มีหนี้สินล้นพ้นตัว ก็เข้าหลักกฎหมาย เพราะเราทำทุกขั้นตอนแล้ว ก็เลยยื่นศาลล้มละลาย แต่ในวันพิจารณาเขาอาจจะมาต่อสู้ว่า อาจจะเอาทรัพย์สินมาแสดง หรือเอาหลักทรัพย์มาแสดง หรือจะมีเหตุอะไรก็แล้วแต่ เขามีเงินเพียงพอหรือหลักทรัพย์เพียงพอที่จะชำระให้เราได้ 

แต่ถ้าสมมุติเขาไม่มีรายละเอียดมานำเสนอศาล ศาลก็มองว่าอาจจะเข้าข่ายล้มละลาย ก็อาจจะส่งกระบวนการขั้นตอนต่อไป ไปต่อที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อ ซึ่งตอนนี้เขาก็จะประนอมหนี้กับเราได้อยู่ เขาสามารถเจรจาได้ทุกขั้นตอนเหมือนกัน ทางทนายพิทักษ์ทรัพย์เขาก็จะเรียกเจ้าหนี้เข้าไปประชุมเจ้าหนี้ แล้วก็เข้าไปชี้แจงรายละเอียดทรัพย์สินว่ามีอะไรบ้าง ถ้าพิทักษ์ทรัพย์ดูแล้วว่า ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเลย ไม่สามารถชำระหนี้เจ้าหนี้ได้ ก็อาจจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เหล่านั้นถ้าพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ทุกคน สมมุติว่าถ้ามีเจ้าหนี้รายอื่นนะ เขาก็ขอเขารับชำระหนี้ได้ในระยะเวลาสองเดือน นับตั้งแต่วันที่ประกาศว่า ลูกหนี้รายนี้ได้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งกระบวนการทุกขั้นตอน เขายังเข้ามาเจรจาได้อยู่

หลังจากนั้น สิทธิ์ตัวเขาเองถ้าเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ในการทำธุรกรรมต่างๆ จะไปก่อหนี้ก่อสิน หรือจะไปทำธุรกรรมอื่นๆ ไม่สามารถทำได้แล้ว ก็จะมีผู้พิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดูแลแทนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดูแลในเรื่องของการเปิดบัญชี เรื่องของการรับงาน ทำงานที่อื่น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ก็จะคอยติดตามไปตลอดเวลา เพื่อที่จะไปเก็บเงินเพื่อที่จะเอามาให้กับเจ้าหนี้เข้ากองล้มละลาย เพื่อแบ่งให้กับเจ้าหนี้หลายๆ คน หรือให้กับลูกหมี สมมติถ้าเขามีลูกหนี้รายอื่นด้วย ต้องเฉลี่ยให้กับคนอื่นด้วย ถ้าไม่มีลูกหมีก็รับไป แต่ถ้าเขามีงาน มีทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะตามเก็บหมดเลย เพราะเขาไม่สามารถทำธุรกรรมอะไรได้ด้วยตัวเองแล้ว นี่คือขั้นตอนในกระบวนการที่ทำไมถึงต้องฟ้องล้มละลาย

ลูกหมีมองว่า อาจจะเข้ามาเจรจาได้ หรืออะไรได้ มันก็เหมือนคดีแพ่ง เพียงแต่ว่าการสั่งคำพิพากษามันเหมือนกับในคดีแพ่งว่า เราต้องไปสืบทรัพย์เอง แต่พอพิทักษ์ทรัพย์เห็นหลักฐานแล้ว เขาก็จะเข้ามาดูแลทรัพย์ทั้งหมดแทนเรา แล้วการฟ้องล้มละลายถามว่า เป็นวิธีการสุดท้ายในกระบวนการที่คุณลูกหมีกับคุณปูเป็นคู่กรณีกันใช่ไหม ใช่ค่ะ เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ที่ลูกหมีอาจจะมีโอกาสที่จะได้เงิน อันนี้เราฟ้องล้มละลายก็จะเป็นการล้มละลายเกี่ยวกับทุจริตด้วย เพราะมันเกี่ยวเนื่องมากับเรื่องเดิมที่เคยฟ้องก่อนหน้านี้

ถ้าล้มละลายแล้วไม่ได้จะมีแผนต่อไปไหม มันก็เป็นทางเลือกอีกทาง แต่จริงๆ มันก็มีกระบวนการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ฟ้องแพ่ง ฟ้องอาญามาแล้ว สุดท้ายมาถึงจุดนี้มันจบเลยไหม มันก็ไม่จบ คือคดีล้มละลายถ้าเจรจากันได้ มันก็ยังถอนและยังฟ้องใหม่ได้เรื่อยๆ สมมุติมีการเจรจาแล้วได้เงินมาแล้ว ตกลงกันแล้วก็ถอน แต่ถ้าถึงแล้วไม่จ่าย เราฟ้องใหม่ก็ได้ เนื่องจากว่า หนี้ในบุคคลธรรมดามันเกิน 1,000,000 ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวหรือหลายรายรวมกัน มันก็ฟ้องได้ เราก็คิดว่ามันก็น่าจะมีทางเลือกทางหนึ่ง เขาน่าจะไกล่เกลี่ยเจรจา เขามีเงินเขามีทรัพย์สินเป็น 100 ล้าน เราก็มั่นใจและเชื่อว่าเขาคงเข้ามาแหละ เขาคงปล่อยให้ตัวเองล้มละลาย เนื่องจากเขามีทรัพย์สินจริงๆ ตามที่เราเห็นข่าวเราก็เชื่อมั่นแบบนั้น เพราะว่าเราสืบไม่เจอเราสืบไม่พบ เราก็คิดว่าเขาอาจจะไปฝากใครไว้หรือเปล่า เขาอาจจะเอามาแสดงแล้วเข้ามาคุยกับเรา มันไม่ถึงขนาดสุดท้ายหรอก แต่มันก็ยังมีทางไปอื่นอยู่ แต่มันเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่จะเป็นคดีแพ่งไกล่เกลี่ยกันได้“

ทนายเดชา เผยว่า “แต่ถ้าเกิดเขามีทรัพย์สินไปยักย้ายถ่ายเท มันก็จะเป็นการโกงเจ้าหนี้ได้ ก็มีโทษทางอาญา เช่น ไปตรวจสเตตเมนต์ แล้วโอนทรัพย์สินไปที่นั่นที่นี่ เพื่อที่จะให้เราไม่ได้รับชำระหนี้ ก็จะกลายเป็นคดีอาญาโกงเจ้าหนี้ ก็ยังไม่จบสิ้น หรือไปให้คนอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน ก็ยังตามไปยึดได้ ซึ่งการฟ้องล้มละลายเป็นการให้เอาเงินมาใช้หนี้แต่ไม่ได้ปิดช่องทางการทำมาหากิน ยังสามารถเจรจา เรียกว่าเป็นการประนอมหนี้หลังล้มหรือก่อนล้ม สมมุติว่าพิทักษ์ทรัพย์เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก ก็ประนอมหนี้ก่อนล้มละลายก็ได้ หาทรัพย์มา หรือล้มไปแล้วก็ประนอมหนี้หลังล้มก็ได้ แต่ถ้ามีเจ้าหนี้หลายราย ก็ต้องมีที่ประชุมเจ้าหนี้ เราไม่รู้ว่าเขามีเจ้าหนี้รายอื่นหรือเปล่า ก็ต้องดูที่ประชุมเจ้าหนี้เสียงข้างมาก และดูทุนทรัพย์

เจ้าหนี้มีสองประเภท มีประเภทมีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน ก็ต้องแยกเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ ก็เป็นขั้นตอนกระบวนการไป แต่ถ้าโดนพิทักษ์ทรัพย์แล้วก็จะลำบากแล้ว รับเงินก็ไม่ได้ ทำมาหากินก็ได้เงิน ก็ต้องแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สมมุติว่าไปรับเป็นพรีเซนเตอร์ ไปแสดงขึ้นเวที เจ้าพิทักษ์ทรัพย์ก็ไปตามเก็บ เพราะเราไม่มีหน้าที่รับเงินแล้ว จะไปก่อหนี้ไปยืมเงินใครก็ไม่ได้ ไปยืมเงินคนอื่นก็จะกลายเป็นคดีฉ้อโกง เพราะรู้อยู่แล้วว่าเราก่อหนี้ไม่ได้ตามกฎหมายล้มละลาย ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ จะไปต่างประเทศก็ต้องขออนุญาตศาล คือทำเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตัวเองไม่ได้ คดีแพ่งคดีความในศาลโดนฟรีซหมดเลยนะ ก็เรียกได้ว่ามีผู้ดูแลเทกแคร์ครับ”