หารือความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโกในหลายด้าน ทั้งวัฒนธรรม เทคโนโลยี การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเด็นที่ร่วมหารือ ที่สำคัญคือ รัฐบาลเดินหน้าผลักดันชุดไทย ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก
ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ ไทยเตรียมจัดนิทรรศการ “Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ จัดแสดงฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ
ต่อด้วย ‘รมต.ดีด้า’ซาบีดา ไทยเศรษฐ รมว.วัฒนธรรม นำ ผอ.ยูเนสโก ไปทัวร์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยเริ่มจากอาคารมหาสุรสิงหนาท ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกโลก อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ รวมถึงโบราณวัตถุสำคัญที่ได้รับคืนจากต่างประเทศ เยี่ยมชมโรงราชรถ ซึ่งสะท้อนความเชื่อ ศิลปกรรม ราชประเพณีของไทย ผอ. ยูเนสโกได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงโบราณวัตถุภายในพื้นที่จัดแสดง ตลอดจนแนวทางการสร้างคุณค่าและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในมิติทางวิชาการและการเชื่อมโยงสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรม
ประเทศที่ดูไม่มีความสุขอย่างเห็นได้ชัดคือเขมร ดูความเคลื่อนไหวในอินเทอร์เนตเห็นดิ้นเร่าๆ อยู่ อย่างเช่น จิกกัดจะขอให้ ผอ.ยูเนสโกไปดูปราสาทพระวิหารบ้าง ที่โดนถล่มยับจากการสู้รบ ซึ่งเขมรต้องเข้าใจว่าฝ่ายไทยก็มีปาก ลองตอแหลอะไรทางการไทยก็ชี้แจงกลับว่า ก็ดันไปซ่องสุมไพร่พล ใช้โบราณสถานเป็นโล่กำบังเอง .. เขมรอยากให้ยูเนสโกไปดูปราสาทพระวิหาร ก็ไม่พ้นจะขอเงินช่วยบูรณะนั่นแหละ แต่ไม่รู้ว่า ถ้าบริจาคมามีหักหัวคิวเท่าไร
เห็นคนไทยจะจัดนิทรรศการชุดไทยโกอินเตอร์ เพราะเสนอชุดไทยเป็นมรดกโลก ..ก็จะไปจัดแข่งบ้าง แต่ดันไปจัดในห้างสรรพสินค้า หาความ elegant ไม่มีเลย สงสัยคิดอยู่แค่ว่า “ถ้าไทยทำ ฉันต้องทำด้วย”
แถมยังมีมุขนะจ๊ะ.. สื่อพนมเปญโพสต์ เขียน OP-ED คือบทความแนวๆ ความเห็น ปริวิตกเป็นห่วง ถึงการที่ไทยจัดนิทรรศการ ผอ.ยูเนสโกเยือนไทย ห่วงใยหนักหนา ว่า การที่ไทยจะขึ้นทะเบียนชุดไทยเป็นสมบัติชาติ ระวังจะไปทับที่ทับทางกับชุดแบบเขมร แบบว่า ไทยอย่ามาขึ้นชุดให้เหมือนกับที่เขมรแอบอ้างเป็นของตัว ..อ่านแล้วก็ได้แต่ตลก “ชุดแบบเขมร”ในระดับนานาชาติ ใครนึกออกบ้างว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ?? ก็เขมรเพิ่งมโนว่าชุดไทยเป็นชุดประจำชาติไม่กี่ปีก่อน วิธีแต่งก็โบ๊ะบ๊ะ ต้องเอาสีจัดจ้านแสบตาให้เด่นดูเหมือนซื้อของเคลือบทองถูกๆ ยกชายผ้านุ่งสูง ใส่กำไลข้อตีน
พอมาช่วงสงกรานต์ก็ริษยาล้นออกมาอีก สื่อเขมรเคลมนักท่องเที่ยว 21 ล้านคน ทั้งที่ประชากร 17 ล้านคน ไม่รู้ไปนับผีตรงไหน พยายามอวดตัวว่าแน่ ตั้งชื่อเทศกาลว่า สงกรานต์ ตามไทย แต่พอภาพข่าวออกมาก็งั้นๆ ห่างไกลความเป็น Festival ระดับโลก ก็ไม่รู้ทำไมไม่ประมาณตนว่าอย่าแข่ง เปรียบเหมือนคางคกพองตัวยังไงก็ไม่ใหญ่เท่าวัว
ความพยายามจะแข่งไทยจนน่าขำนี้ มีผู้เพิ่งติดตามสถานการณ์เขมรมาดูแล้วก็งง ถามว่า “เขาไม่คิดว่าจะต้องต่อสู้เรื่องการพัฒนาเมืองเจริญอะไรบ้างเหรอ?” นี่ก็ตอบไม่ถูก ว่า เขมรไม่สนใจพัฒนาประเทศตัวเองให้ดูเจริญทางวัตถุเหรอ จะว่าเจริญทางวัฒนธรรมก็เห็นอวดอ้างของที่ลักเคลมเขาเป็นของตัวเองทั้งเพ จะว่าเจริญทางจิตวิญญาณก็ยังเห็นชาวเน็ตเขมรแสดงความคิดต่ำตมอยู่ไม่รู้แล้ว จึงเป็นเรื่องน่างงว่า ผู้นำประเทศนี้ต้องการพัฒนาประเทศไปในทางไหน ?
จากที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่ในไทย ล่าสุด รถไฟชนรถเมล์ตรงมักกะสัน เราเห็นความคิดของชาวเขมรที่แสดงออกโดยการมาไล่กดหัวเราะในข่าวของไทย หรือข่าวอื่นๆ ที่เป็นข่าวร้ายของไทย เขมรมักจะทำทีเป็นดีใจ สะใจ โชว์ความก้าวร้าว การแสดงความคิดต่ำตมนั้น ย้อนให้เห็นว่า เป็นกลุ่มชนที่ไร้สุข การขาดความเห็นใจในชะตากรรมเดือดร้อน ทุกข์ยากของผู้อื่นเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนแล้วว่า “กำลังเข้าสู่ภาวะโรคจิตต่อต้านสังคมหรือไม่”
เชื่อว่า หลายๆ คนมองปฏิกิริยาของเขมรอันนี้ เพาะบ่มมาจากความอิจฉาตาร้อน ที่เกิดจากความขัดแย้งในใจ อยากข่มไทยเสียเต็มประดา แต่ปัญหาคือ ความเจริญทางวัตถุของเขมรดันต่ำเตี้ย ถ้าจะให้หันกลับมามองบ้านเมืองตัวเอง ก็มีแต่ตึกร้างที่เผลอๆ เป็นของทุนจีน ทุนสแกมเมอร์ ที่เขาทิ้งแล้วเนื่องจากไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ประเทศกำลังจะล่มสลายแหล่มิล่มสลายแหล่เพราะเศรษฐกิจก็ไม่รู้จะไปพึ่งพิงกับอะไร ทั้งประเทศภูมิใจได้แค่อย่างเดียวคือปราสาทหินนครวัด.. เขมรบางกลุ่มจึงเกิดความรู้สึกจงชังประเทศไทยนัก มุ่งโจมตีเพื่อกดปมด้อยในใจตัวเอง
แนวๆ “ถ้าเขาแย่ลงคือความสุขเรา” อาจเป็นโดพามีน ( สารทำให้เกิดความสุข ) แบบเหมนๆ
ปมด้อย มันเกิดจากการเปรียบเทียบ อยากมีอยากเป็นอย่างเขา แต่ทำไม่ได้ก็กลายเป็นไฟร้อนสุมใจ ชาวเขมรจำนวนมากเข้าถึงการใช้อินเทอร์เนตยิ่งเห็นเยอะ ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบ แต่ติดกับดักที่ไม่เห็นหนทางว่า ชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร รัฐบาลที่อยู่มานานจนเรียกตัวเองเป็นพ่อได้ ทำอะไรให้เกิดความเจริญจริงจังบ้าง เยาวชนเขมรถ้าไม่ใช่พวกเกิดมาใกล้ชิดกับกลุ่ม elite ( ว่ากันว่า เยาวชน elite คือกลุ่มสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา หรือ UYFC ที่ฮุน มานี ลูกชายฮุน เซน ดูแลอยู่ ) ก็วนเวียนอยู่กับภาวะจน- เจ็บ จะเข้ามาทำงานหาเงินในไทยก็ยาก พ่อฮุน เซน ผู้นำตลอดกาลก่อเรื่องไว้ แล้วกลายเป็นปัญหาถลำลึกไปเรื่อยที่ไม่ได้รับการแก้ไขเสียที นานเข้ากลายเป็นความเกลียดชังสองฝ่ายยากจะถ่ายถอน
คนไทยใช่พระอิฐพระปูน จะให้มาชี้หน้าด่าใส่ ตอแหลใส่แล้วจะทน เลิกความคิดว่าโลกสวยให้อภัย ครั้งนี้มันไม่ใช่การกดดันด้วยกำลัง ที่จะเสนอแนวคิดให้ประเทศอื่นเข้ามากดดันแทรกแซง มันคือการสาดใส่อารมณ์กันในโลกโซเชี่ยลฯ …บ้างก็มองเป็นเรื่องขี้หมูขี้หมา แต่คนอีกจำนวนไม่น้อย เขามองไปถึงว่า การปล่อยให้เขมรสร้างความเท็จมาใส่ร้าย มาเคลมไทยเรื่อยๆ ระวังไม่ทำอะไรนานเข้า จะกลายเป็นบิดเบือนการรับรู้ของสังคมโลก ทำไทยเสียหาย วันนี้ที่มันโจมตี ไม่ใช่แค่เรื่องเคลมวัฒนธรรมล่ะ ลามไปพูดว่า ไทยไม่ปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว ทุเรียนไทยมีสารไม่ปลอดภัย
เช่นนี้แล้ว ความสัมพันธ์ไทย – เขมร ควรจะไปในทางใด ?? การสร้างความเกลียดชังจากเขมรยังมีต่อเนื่อง มีคนเสนอแนวคิดสุดโต่งว่า เขมรถูกควบคุมมายาวนานโดยใคร หรือโดยอะไรล่ะ ?? ดังนั้น ถ้าไม่เปลี่ยนกลุ่มอำนาจในเขมร อะไรๆ ก็ไม่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงได้เสียที ไทยก็ต้องใช้ความจริงเล่นงานให้หนักที่สุดก่อนถึงวันเลือกตั้งเขมรปี 70
มันเป็นแนวทางเหมือนฟุ้งๆ เป็นไปได้ยาก แต่ก็คงต้องใช้ข้อเท็จจริง และเวทีระหว่างประเทศจัดการเท่านั้น.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



