ปลายสัปดาห์ที่แล้ว เล่นทำเอาหลายหน่วยงานภาครัฐ ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องออกมาแถลงโต้เดือดทันควัน!!

หลังมีรายชื่อติดอยู่ในผลสำรวจของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ หอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย โดยทาง คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ออกมาเปิดเผยผล การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใส ในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ

กระทั่งได้ผลสำรวจ หน่วยงานที่มี “อัตราเสนอสิ่งตอบแทน” สูงสุด 10 อันดับแรก และ หน่วยงานที่มี “มูลค่าสินบนเฉลี่ย” สูงสุด 10 อันดับแรก  ทำให้บรรดาหน่วยงานที่มีชื่อติดโผอยู่ ต่างเรียงแถวออกมาโต้ปมร้อนการรับส่วยใต้โต๊ะ เรียกว่าประสานเสียงยัน ไม่มีคอร์รัปชัน เรียกรับผลประโยชน์ทั้งสิ้น ยินดีรับฟังเสียงสะท้อนและสั่งสอบเชิงลึกไม่ละเว้นผู้ทำผิด พร้อมขอความร่วมมือแจ้งเบาะแสได้ทุกช่องทาง

บางหน่วย ถึงขั้น จี้กดดัน “กกร.” ขีดเส้นภายใน 7 วัน ต้องแจงข้อมูลพาดพิง ย้ำหากหลักฐานไม่เคลียร์ต้องขอโทษ เพราะทำหน่วยงานเสื่อมเสียชื่อเสียง

กลายเป็นว่า กกร.ก็ออกมาแจงขั้นตอนสำรวจ ใช้ระบบสากล สัมภาษณ์ตัวต่อตัว สำรวจจากตัวอย่าง ผู้บริหาร และ ตัวแทนภาคธุรกิจ จำนวน 401 ราย ทั่วประเทศ (ระหว่างวันที่ 26 มี.ค.-10 เม.ย.2569) ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ฯลฯ

ยืนยันปัญหาคอร์รัปชัน เป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง  มิใช่เป็นเพียงประเด็นด้านธรรมาภิบาลเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

เหมือนเป็นเรื่องตลกร้าย !! หน่วยงานนอกจากปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ยังย้อนถามหา “ใบเสร็จ” ด้วย แม้กระทั่งนายกฯก็ออกมาแสดงความเห็น ’หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ“

ทั้งที่หากย้อนไป เม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลโชว์ภาพข่าวใหญ่โต ลงนาม MOU บูรณาการความร่วมมือรัฐ-เอกชน 23 หน่วยงาน ป้องกันและปราบปรามจัดการปัญหานอมินีและทุนเทาให้สิ้นซาก โดยยกเป็นวาระเร่งด่วนหวังให้เป็นเศรษฐกิจสีขาว จะว่าไปแล้วกำแพงหนาที่สุดการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน อาจไม่ใช่แค่กลไกตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย แต่คือ “การปฏิเสธความจริง” ปกป้องภาพลักษณ์องค์กรมากกว่าการยอมรับความบกพร่อง

เพียงแค่เจอเสียงสะท้อนการทำงาน หน่วยงานรัฐก็รับไม่ได้จะลุยเล่นงานฟ้องปิดปาก หากเป็นเช่นนี้สิ่งที่จะสูญเสียไปแน่ ๆ คือ ความไว้วางใจจากภาคเอกชนและประชาชน นอกจากนี้อาจมองไปไกลถึงขั้น ’ปราบโกง“ คงเป็นได้แค่วาทกรรมสวยหรูไว้ใช้สร้างภาพลักษณ์หรือตอนหาเสียงเท่านั้น

หากหน่วยงานรัฐเข้มงวดใช้กฎหมายปราบโกงจริงจัง เอาแค่ปัญหา นอมินี-ทุนเทา-รุกป่า คงจะไม่บานปลายถึง
ขนาดนี้!!.

เชิงผา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่