“ป.ป.ช.” เพิ่งปัดเป่าทุกข์ให้ “บอร์ด” บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ กรณีถูกร้องเรียนว่าการแก้ไขสัญญาโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ ฟรี) และการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใหญ่ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือไม่?

ไหนจะกรณีหนี้คงค้างค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการบริหารพื้นที่ดิวตี้ ฟรี ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ระหว่างเอกชนรายใหญ่ กับ ทอท. ไม่รู้ว่าเคลียร์หนี้กันจบหรือยัง!

แต่ที่แน่ ๆ วันที่ 20 มิ.ย.69 ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศต้องจ่าย “ค่าธรรมเนียมสนามบิน” หรือค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ที่เดินทางออกจาก 6 สนามบิน (สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-เชียงใหม่-เชียงราย-ภูเก็ต-หาดใหญ่) เพิ่มขึ้นอีก 53% คือจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท ซึ่งจะบวกรวมอยู่ในตั๋วเครื่องบิน ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ ยังจ่ายเท่าเดิม 130 บาท/คน

..ปวีณา จริยฐิติพงศ์ ซีอีโอ ทอท. บอกว่าค่า PSC ย่อมกระทบกับราคาตั๋วโดยสาร แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร และค่า PSC ที่ปรับขึ้นมาจะนำไปใช้พัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการ 46 ล้านคน/ปี รวมทั้งโครงการขยายสนามบินดอนเมือง เฟส 3 โครงการขยายสนามบินภูเก็ต เฟส 1 รวมกันหลายหมื่นล้าน ไม่ใช่นำไปชดเชยรายได้จากสัญญาสัมปทานดิวตี้ ฟรี

ทั้งนี้ช่วงปลายเดือน เม.ย. 69 สมาคมสายการบินประเทศไทย และผู้บริหารหลายสายการบินได้เข้าหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ถึงผลกระทบด้านต้นทุนและจำนวนผู้โดยสารจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกับยื่นข้อเสนอกับรมว.คมนาคม เช่น 1.ปรับลด ยกเว้นหรือชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม และค่าบริการด้านการบิน เป็นระยะเวลา 6 เดือน 2.ขยายระยะเวลาการชําระหนี้ (Credit Term) สําหรับค่าธรรมเนียมและค่าบริการด้านการบิน สําหรับยอดเรียกเก็บเดือน เม.ย.-ก.ย.69 ออกไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน

ตอนนี้สังคมตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสของค่า PSC ปรับเพิ่มขึ้นพรวดเดียว 53% ผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และรวดเร็วบ้าง? ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูสนามบิน, เครื่องตรวจเอกซเรย์มีคุณภาพมาตรฐาน เหมือนสนามบินชั้นนำในต่างประเทศหรือไม่?

ขณะที่ ดร.สุเมธ องกิตติกุล และ น.ส.กิตติยา ยิษฐาณิชกุล ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ของทีดีอาร์ไอ มองว่าเมื่อพิจารณาผลประกอบการของทอท.ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง แม้จะได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 แต่กลับมาฟื้นตัวได้ โดยปี 68 ทอท. มีกำไร 25,856 ล้านบาท

แม้ว่า ทอท. จะนำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน แต่ยังไม่ปรากฏการเปิดเผยรายละเอียดของการปรับครั้งนี้ต่อสาธารณะ

การปรับขึ้นค่า PSC ในวันที่ 20 มิ.. 69 เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และสุดท้ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้นหากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ย่อมส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน!!.

พยัคฆ์น้อย

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่