เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พลพรรคภูมิใจไทยพูดถึงการถูกโจมตีกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับเข้าสภา ว่าถ้าไม่คุยกับวุฒิสภา (สว.) ให้เคลียร์กันก่อน ร่างฯอาจไม่ผ่านอีก และเสียเวลาเปล่า ที่สำคัญกำลังมีปัญหาภาวะสงคราม และเรื่องราคานํ้ามัน ประชาชนกำลังเดือดร้อนและยากลำบาก รัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังรอได้
แต่พอมีเสียงทวงถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐบาลจะเบี้ยว! ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นฉบับใหม่ ตามผล “ประชามติ” 21.6 ล้านเสียง อย่างนั้นหรือ? ดังนั้นภายใน 3 เดือน ถ้ารัฐบาล–รัฐสภา ยังไม่มี “โรดแม็ป” ว่าจะเริ่มนับหนึ่งทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อไหร่ ก็ต้องเริ่มนับหนึ่งขับไล่รัฐบาลเช่นกัน
เท่านั้นแหละ! พรรคภูมิใจไทยเรียกประชุม สส. เมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 ได้ข้อสรุปทันทีเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ โดยพรรคภูมิใจไทยจะให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ “ส.ส.ร.” 100 คน มาจากการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภา (สส. 500 คน, สว. 200 คน)
โครงสร้างของ ส.ส.ร. 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากกลุ่มต่าง ๆ อีก 23 คน
ที่มาของ ส.ส.ร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงต้องใช้กลไกตัวแทน โดยให้สมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) เป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งจะใช้ระบบตัวจริง 1 คน และสำรอง 3 คน (รวมในบัญชี 400 คน)
สัดส่วนของ ส.ส.ร. ยึดตามสัดส่วนของรัฐสภา คือ สว. 200 ส่วน และสส. 500 ส่วน เนื่องจาก ส.ส.ร.ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง พรรคภูมิใจไทยจึงขยายเวลาการทำงานให้ยาวขึ้นเป็น 360 วัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างรอบด้าน เมื่อ ส.ส.ร.ทำร่างฯ เสร็จต้องนำกลับมาเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบภายใน 30 วัน โดยการลงมติเห็นชอบเพื่อนำไปใช้เป็นรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา และมีเงื่อนไขต้องมีเสียง สส.จากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล (ฝ่ายค้าน) เห็นชอบรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และเสียงของสว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
วันรุ่งขึ้น (20 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.พรรคฯ เข้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อประธานสภา โดยนายอนุทินกล่าวว่าพรรคฯ รับฟังเสียงความต้องการของประชาชน จากผล “ประชามติ” เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา วันนี้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภา
ใครเห็นร่างฯของพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 20 พ.ค.69 ก็ต้องบอกว่าเรากำลังจะได้ “ส.ส.ร.สีน้ำเงิน” เพื่อมาทำร่างฯให้ได้ “รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน” อย่างนั้นหรือ? สุดท้ายคงกลับไปสู่บรรยากาศการ “รณรงค์” ไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 59
เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมี สส. กว่า 190 คน และสว.สีน้ำเงิน อีกประมาณ 140 คน รวมกันคือ 330 คน หรือเกือบครึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด (700 คน) ดังนั้นโอกาสที่จะได้คุมเสียง ส.ส.ร. เกือบ 50 คน (จากทั้งหมด 100 คน) จึงเป็นไปได้สูงมาก!
การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่เดือน พ.ค. 69 ควรใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี เสร็จ! และมีผลบังคับใช้ แต่ถ้าเสร็จช้าไปกว่านี้ หรือไม่เสร็จ! ก็เข้าทางพรรคภูมิใจไทย และ สว.สีน้ำเงิน ทั้งสิ้น!!.
พยัคฆ์น้อย



