สวัสดีครับคุณหมอ ดร.โอ ที่เคารพอย่างสูง
ปัจจุบัน ผมอายุ 34 ปีอยากเรียนปรึกษาเรื่องการใช้ยาพีดีอี 5 ไอ ขนาด 100 มิลลิกรัม ปัจจุบันร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวเพราะตรวจร่างกายทุกปี ต้องปลดปล่อยอารมณ์เพศกับหญิงบริการทั้งหมอนวดแผนโบราณและสาวไซด์ไลน์ สัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นประจำ อวัยวะเพศแข็งตัวดี สามารถหลั่งได้ทุกครั้งใช้เวลา 20-30 นาที เมื่อ 4 เดือนก่อนได้พบสาวไซด์ไลน์อายุประมาณ 23 ปี รู้สึกชอบและนัดพบสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นประจำ ทุกครั้งเธอขอให้ร่วมเพศ 2 รอบ ทำให้ต้องใช้ยาพีดีอี 5 ไอ ขนาด 100 มิลลิกรัม ทานในการร่วมเพศครั้งที่ 2 (การร่วมเพศครั้งแรกไม่ต้องทานยา) ระยะแรกไม่มีความผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากใช้ยาและร่วมเพศจนเสร็จในครั้งที่ 2 มีอาการเวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อย ใจสั่น ต้องพักอยู่ประมาณ 5 นาที ไปตรวจเช็กหัวใจด้วยเครื่องไฟฟ้า หมอบอกว่าร่างกายปกติดี ครั้งล่าสุดร่วมเพศโดยใช้ยาช่วยและก็เกิดอาการแบบนี้อีก จึงกังวลว่าอาจมีปัญหา อยากเรียนถามคุณหมอว่า อาการที่เกิดขึ้นเป็นฤทธิ์ของยา หรือเป็นเพราะร่วมเพศเกินกำลังจะแก้ไขอย่างไร
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ธีระ 34
ตอบ ธีระ 34
อาการหย่อนสมรรถาพทางเพศหรือที่เรียกว่าโรคอีดีนั้นพบได้กับชายทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดการคิดค้นวิธีการรักษาเพื่อที่จะได้มาซึ่งการแข็งตัวเต็มที่ นับตั้งแต่ยากลุ่มพีดีอี 5 ไอ ถูกค้นพบโดยบังเอิญก็กลายเป็นทางออกที่ดูเหมือนจะง่าย เพียงแค่กินยาเม็ดเดียวจากนั้นเพียง 1-2 ชั่วโมง อวัยวะเพศก็แข็งตัวพร้อมใช้งาน หลังจากยากลุ่มนี้ได้เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตยากลุ่มนี้ได้เอง แต่ประเด็นสำคัญคือเมื่อยาออกสู่ตลาดทำให้การหาซื้อง่ายมาก แล้วความปลอดภัยในการใช้ยามีหรือไม่ ตามที่ชายวัย 34 ปีซื้อยามากินเอง เพื่อหวังแลกกับความสุขของหญิงสาว จนกินแล้วเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อย
ยากลุ่มพีดีอี 5 ไอ จะออกฤทธิ์โดยการขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ฟอสโฟ ได เอสเตอเรส-5 ไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) เพิ่มขึ้นในกล้ามเนื้อเพศ (corpus cavernosum) กระตุ้นให้มีการสะสมของไนตริกออกไซด์ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวและเกิดเลือดเข้าไปสะสมในกล้ามเนื้อเพศ (corpuscavernosum) ทำให้หลอดเลือดที่อวัยวะเพศชายมีการขยายตัว เกิดการแข็งตัวแต่การขยายตัวของหลอดเลือดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น ยังเกิดขึ้นกับหลอดเลือดทั่วร่างกายด้วย เช่น ขยายหลอดเลือดที่เรติน่า ขยายหลอดเลือดที่สมอง และที่หัวใจด้วยซึ่งผลเหล่านี้ทำให้เกิดผลข้างเคียงของยาแบบที่ทราบกันทั่วไปคืออาการมองเห็นอะไรเป็นสีฟ้า หรือสีเขียว เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือว่ามีอาการใจสั่น จึงควรจะหยุดกินยาดังกล่าวแล้วเข้ารับการฟื้นฟูที่ถูกต้องและปลอดภัยกับแพทย์โดยตรง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.
……………………………….
ดร.โอ สุขุมวิท 51



