ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมสำนึก ในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า
ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ เปี่ยมล้นด้วยพระปรีชาสามารถหลากหลายด้าน ทรงเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค และในระดับสากล
พระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นสูง ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญามหาบัณฑิตสาขานิติศาสตร์ (LL.M.) และปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ (J.S.D.)
เส้นทางการทรงงานกฎหมายและการทูต เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2543 ทรงรับราชการตำแหน่ง นายทหารพระธรรมนูญ (ยศร้อยเอก) หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อมา พ.ศ. 2549 ทรง ดำรงตำแหน่ง เลขานุการเอก คณะทูตถาวร แห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก และ พ.ศ. 2550 ทรงเริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจในบทบาท “อัยการ” พระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมนี้เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงสร้างเกียรติคุณอันโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศ เชื่อมโลกด้วยหัวใจและหลักนิติธรรม
พระองค์ทรงร่วมขับเคลื่อนผลักดันให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ยอมรับ ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ในปี พ.ศ. 2553 เพื่อเป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ส่งผลให้ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ทูลเกล้าฯถวายตำแหน่ง ทูตสันถวไมตรี ด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทรงมุ่งมั่นผลักดันวาระด้านสิทธิมนุษยชน การป้องกันอาชญากรรมมาอย่างต่อเนื่อง และ วาระ2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
ระหว่างเดือน ธ.ค.2554-ธ.ค.2555 ทรงได้รับเกียรติสูงสุดให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา สมัยที่ 21 พระวิริยอุตสาหะนี้ทำให้สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมถวายการสดุดีพระองค์ในฐานะ “เจ้าฟ้านักกฎหมาย” สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และพระกรณียกิจในการขับเคลื่อน งานด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และ สิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ยังทรงสง่างามใน บทบาทด้านการทูต ระหว่างปี พ.ศ. 2555–2557 ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา และ เอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระจริยวัตรอันงดงาม ทรงเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก จนได้รับการถวายพระสมัญญานามอย่างเป็นทางการว่า “เจ้าหญิงนักการทูต” (Diplomatic Princess) ในช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญฯ ณ กรุงเวียนนา
พระกรณียกิจ นอกจากด้านกฎหมายและการทูตของพระองค์ท่าน ได้ยกระดับสร้างเกียรติคุณแก่ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติแล้ว ทรงยังมีพระปรีชาสามารถอีกหลาย ๆ ด้าน ด้วยพระเมตตาอันเปี่ยมล้น ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและโอกาสได้สร้างคุณูปการอันอเนกอนันต์แก่พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์.
เชิงผา



