เป็นเหตุเขย่าขวัญ ฉุดภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงของไทยในสายตาชาวโลกอยู่ในแดนติดลบ จากอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำธรรมดา ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืน M4 ระเบิด เสื้อเกราะ และกระสุนอีกหลายรายการ ในรถที่มี หมิงเฉิน ซันชายชาวจีนวัย 31 ปี เป็นคนขับ

นอกจากคำถามที่ว่า หมิงเฉิน ซัน คือใครแล้ว ยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องตอบคือ อาวุธเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือ หมิงเฉิน ซันได้อย่างไร???  ใครคือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง???

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ช่องโหว่ของระบบรัฐ ที่พร้อมเป็น ทางผ่านของอาวุธและเครือข่ายสีเทา!!!

แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือแผนวินาศกรรม แต่การที่บุคคลต่างชาติสามารถสะสมอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายร้ายแรงไว้ในบ้านพักจำนวนมาก โดยไม่ถูกตรวจพบมาก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการข่าวและการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้มีการขยายผล กล่าวหาบุคคลในเครื่องแบบว่าเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธ ทั้งอดีตตำรวจ ครูฝึกยิงปืนทหารเรือ และอดีตทหารเรือ ยิ่งเพิ่มดีกรีว่าคดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง คนต่างชาติสะสมปืน หรือสะสมอาวุธเพื่อฆ่าตัวตาย แต่สปอตไลต์ทุกดวงส่องไปถึงเครือข่ายสีเทา ที่ฝังตัวหากินอยู่ในระบบราชการและวงการอาวุธมานาน

ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายกว่าตัวอาวุธ เพราะหากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจริง เท่ากับว่าความมั่นคงของประเทศถูกฉุดอยู่ในแดนอันตราย

จากการสอบสวนยังพบว่าอาวุธบางชิ้นมีการซื้อขายต่อ ๆ กันในหมู่ตำรวจ และมีการลบเลขรหัสอาวุธบางรายการเพื่ออำพรางที่มา ยิ่งสะท้อนช่องโหว่ในการควบคุมอาวุธ เปิดช่องให้ของผิดกฎหมายไหลเวียนได้ง่าย

อีกจุดที่สังคมจับตา คือสถานะของนายหมิงเฉิน ซัน มีทั้งพาสปอร์ตจีน บัตรสีชมพูในไทย และมีข้อมูลเดินทางเข้าออกหลายประเทศ รวมถึงกัมพูชาบ่อยครั้ง

แม้ตำรวจยังไม่ยืนยันความเชื่อมโยงด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่รูปแบบการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็เพียงพอจะทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ไทยอาจกำลังกลายเป็น พื้นที่พัก หรือ จุดเชื่อมต่อ ของเครือข่ายบางประเภทโดยที่รัฐไม่ทันตั้งตัว

ในส่วนของรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เจอฝ่ายค้านไล่บี้ตั้งคำถามตรง ๆกลางสภาว่า เหตุใดหน่วยข่าวกรองและหน่วยความมั่นคงจึงไม่สามารถตรวจพบชายคนนี้ได้ก่อนเกิดเหตุ ทั้งที่มีการเข้าออกประเทศหลายครั้งและสะสมอาวุธจำนวนมาก

แม้ฝ่ายรัฐบาลจะพยายามชี้แจงว่า ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นช่องว่างที่ไม่ได้บูรณาการข้อมูลอย่างเต็มที่ โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้แก้ปัญหารูรั่ว หรือรอยต่อระหว่างหน่วยงานให้น้อยที่สุด

ทว่าในมุมของประชาชน คำอธิบายดังกล่าวยังไม่เพียงพอ เพราะคดีนี้เป็นมากกว่าคดีอาวุธสงคราม ที่ต้องสาวไปให้ถึง เครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง อย่างแท้จริง ไม่ใช่จบลงแค่การจับปลายแถว

การที่อาวุธสงครามหมุนเวียนผ่านมือคนมีสี ผ่านระบบซื้อขายใต้ดิน และไปอยู่ในมือบุคคลต่างชาติได้ง่ายเช่นนี้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ระเบิดหรือปืน M4 แต่คือ ระบบที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น หากไม่รีบจัดการ วิกฤติความมั่นคงจะผลักประเทศไทยไปอยู่บนปากเหว.

“ดาวฤกษ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่