แม้รัฐบาลสีน้ำเงินของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จะตั้งขึ้นมาด้วยฐานบัลลังก์แน่น ๆ ซึ่งถือว่า แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ด้วยอำนาจทางการเมืองครบมือ มี สส.เป็นเสียงข้างมากในสภา เครือข่ายสีน้ำเงิน ทั้ง สว. และองค์กรอิสระ ที่พร้อมอยู่ข้าง ๆ เสมอ
แต่วิกฤติที่รุมเร้าในวันนี้ “ดาวฤกษ์” มองว่า สภาพรัฐบาลเข้าตำรา แต้มบุญใกล้หมด ปัญหาใหญ่ของ รัฐบาล “นายกฯหนู” ไม่ใช่แค่การบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤติ แต่คือการสร้างเรื่องให้ สะดุดเท้าตัวเอง ซ้ำซาก กลายเป็นรัฐบาลที่วิ่งแก้ปัญหาให้ตัวเองมากกว่าแก้ปัญหาให้ประชาชน ปล่อยเรื่องเล็กบานเป็นไฟลามทุ่ง แล้วเลือกชักฟืนออกจากไฟ เพื่อดับหายนะของตัวเอง
ปมร้อนแรก คือ วิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ที่รัฐบาลถูกทัวร์ลงยับว่าไร้ประสิทธิภาพในการสกัดการกักตุนน้ำมัน ปล่อยให้ “ไอ้โม่งตุนน้ำมัน” ทำกำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน สุดท้าย “นายกฯอนุทิน” ต้องเลือก ชักฟืนออกจากไฟ ด้วยการเปลี่ยนตัวประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) จาก พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น “นายแบก” อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อเป็นเกราะกันกระสุน
เรื่องยังไม่จบแค่นี้ “พิพัฒน์” เดินหน้าเปิด ปมร้อนที่สอง ด้วยการเปิดเกมขายฝัน โครงการแลนด์บริดจ์ หวังปั้นไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ดึงเรือสินค้าจากช่องแคบมะละกา
“ดาวฤกษ์” มองว่า โครงการนี้คือ “เมกะโปรเจกต์แห่งอนาคต” แต่ถ้ามองถึงผลการศึกษาแบบลึก ๆ กลับเจอแต่ความกลวง ไม่มีใครตอบคำถามได้ ในเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน
ยิ่งหนักเข้าไปอีก เมื่อ “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ออกมาแฉว่า มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ ผ่านบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักกันดีในชื่อ “อาม่า”
คำถามจึงทะลุไปว่า โครงการนี้เป็น “สะพานเศรษฐกิจ” หรือ “สะพานผลประโยชน์” กันแน่???
และอีกครั้งที่ “นายกฯอนุทิน” ต้องใช้สูตรเดิม คือ ดึง “เอกนิติ” มาเป็นเกราะกันกระสุนเช่นเคย ด้วยการให้นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ และซื้อเวลาโดยให้ทบทวนความคุ้มค่าภายใน 90 วัน เป็นการ
ดับร้อน หยุดหายนะรัฐบาล
ปมร้อนที่สาม คือ การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
กลายเป็นว่า แดนประหาร รออยู่ข้างหน้า จุดอันตรายทางการเมืองกำลังมาเยือน เพราะฝ่ายค้านเชื่อว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน อาจไม่เข้าเงื่อนไข “กรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ และหากศาลรับคำร้องและมีคำวินิจฉัยในทางลบ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่จะกลายเป็นระเบิดทางความชอบธรรมของรัฐบาลทันที!!!
ที่น่าสนใจคือ แม้รัฐบาลสีน้ำเงินจะยังมีอำนาจรัฐอยู่เต็มมือ มี สส.ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภา มี สว.หนุน มีองค์กรอิสระเป็นกันชน แต่เริ่มเห็นชัดว่า “ความกลัว” คือเสียงในหัวของรัฐบาล ภาพที่เห็นคือ ทุกวิกฤติที่เกิดขึ้น “นายกฯหนู” จะเลือก “ถอย-ตั้งกรรมการ-เปลี่ยนตัวคนรับผิดชอบ” มากกว่าการเผชิญหน้าและอธิบายต่อสังคมด้วยความจริงใจ
ถ้ายังคงเดินหน้าด้วยกลเกมแบบนี้ ความเสื่อมที่สะสมอยู่ในสังคมไทย จะกลายเป็นแดนประหารรัฐบาล!.
“ดาวฤกษ์”



