คงนำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลัง พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยระบุว่า ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติ ของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และมาตรการรับมือวิกฤติตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของ คณะองคมนตรีหลายท่าน ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้ มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือน ความห่วงใยต่อประชาชน ในยามวิกฤติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า “คลุกวงใน” กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึง ความเหมาะสมในทางหลักการ

ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลาง และเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรง กับอำนาจบริหาร ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลาง เพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร

พรรค ปชน.เห็นว่ารัฐบาล กำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้ รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของ ความถูกต้องตามหลักการ องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และ การตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
แต่ต้องยอมรับว่า การบริหารบ้านเมือง นั้น การได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายถือเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงคำแนะนำของผู้รู้ และ ผู้มีประสบการณ์ สิ่งที่พรรค ปชน.สื่อสารออกมา ถือเป็นคำถามที่หลายฝ่ายอาจจะมีข้อสงสัย หรือการที่ระบุว่า รัฐบาลกระทำการมิบังควร อาจกลายเป็นบูมเมอแรง ย้อนกลับมาถึงพรรคที่ตั้งคำถามก็ได้

ในวันเดียวกัน ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และ อดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนใน จ.กาฬสินธุ์ พร้อมกับ โพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ ต่อมา “นายปิยรัฐ” ได้โพสต์ผ่านเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” ว่า “ด่วน! วันนี้ (20 พ.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดี ม.112 โตโต้ ปิยรัฐ โดยให้ ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลมาได้อนุญาตให้ประกันตัวออกไป โดยใช้หลักทรัพย์ จำนวนเงิน 3 แสนบาท จากนั้นจะมีการต่อสู้ต่อไปในชั้นฎีกาต่อไป

ก่อนหน้านั้น “ศาลอาญา” ถนนรัชดา มีคำพิพากษาจำคุก “รักชนก ศรีนอก” หรือ “ไอซ์” สส.กทม. พรรค ปชน. 6 ปี ไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ 500,000 บาท ทำให้ รักชนก ยังไม่สูญเสียสมาชิกภาพการเป็น สส.

และ ยังมี สส.พรรค ปชน. ที่ต้องต่อสู้คดีความ เกี่ยวกับมาตรา 112 เช่น “ชลธิชา แจ้งเร็ว” หรือ ลูกเกด สส.พรรค ปชน. จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นอดีตนักกิจกรรมทางการเมือง ที่เคยออกมาต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงเรียกร้อง การปฏิรูปสถาบันฯ

ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” เดินหน้า ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) เป็นพรรคแรก ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีเสียงสส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรคือ 192 เสียง และถ้าหากยึดตามพฤตินัยก็จะพบว่า พรรคสีน้ำเงิน มีเสียงข้างมาก ในรัฐสภา เพราะมี สว. เกือบ 140 คน เป็นพันธมิตร ดังนั้นหนทางที่ จะผลักดันร่างแก้ไข รธน. ให้ผ่านความเห็นชอบ คงไม่น่าจะมีความลำบากยากเย็น อยู่ที่ว่าเนื้อหาการกำหนดที่มาของสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) จะทำให้ ฝ่ายอื่นพอใจหรือไม่

สำหรับร่างของพรรค ภท. มี การตั้ง ส.ส.ร. จำนวน 100 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และมาจากการสมัครจากทั่วประเทศจำนวน 77 คน และ มีสำรองอีก 300 คน สำหรับสัดส่วนที่จะมีการตั้งนั้น จะแบ่งเป็นมีกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่าง รธน. ทั้งสิ้น 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 30 คน สำรอง 15 คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 15 คน สำรอง 15 คน และประชาชน 15 คน โดยมีกรอบเวลาการทำงานของ ส.ส.ร. 360 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยหลักการ จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.
จากนั้นจะให้ สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก โดยสัดส่วนของ ส.ส.ร. เป็นไปตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับ การเลือก กมธ.สามัญ กล่าวคือ สมาชิกรัฐสภามีทั้งสิ้น 700 คน แบ่ง สส. 500 คน สว. 200 คน ซึ่ง สส.จะได้โควตาที่ประมาณ 71 คน และสว.ได้ 29 คน ส่วนที่เป็นปัญหาเรื่อง สว. ในการเห็นชอบ รธน. ในครั้งที่ผ่านมา พรรค ภท.ได้มีการเสนอให้ 1 ใน 5 นั้น ได้ปรับให้เหลือ 1 ใน 4 หรือใช้เสียง สว. ประมาณ 50 เสียง ในการเห็นชอบ รธน. โดยร่างของพรรค ภท. จะไม่แตะหมวด 1 และ หมวด 2 โดยเขียนไว้อย่างชัดเจน

ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงการยกร่างแก้ไข รธน. โดยกำหนดให้มีคูหาให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. ว่า ยืนยันการเปิดคูหาคือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่าง เนื่องจากเรามองคําวินิจฉัยศาล รธน.ขัดต่อพื้นฐาน หลักการประชาธิปไตย และขัดคําวินิจฉัยฉบับก่อนของศาล รธน.เองด้วยซ้ำ ในการระบุ ไม่ให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างโดยตรง การมีคูหาจะเป็นกลไกที่ทําให้เนื้อหาของ รธน.ฉบับใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด เมื่อถามถึงการกําหนดไทม์ไลน์ของพรรค ภท. จะถือว่าเป็นการบีบพรรคการเมืองอื่นให้รีบยื่นร่างเข้ามาหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องกรอบเวลา เป็นขั้นตอนของสภา ที่ต้องมีการนัดประชุม ผ่าน กมธ. วาระสอง วาระสาม เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะ ได้รับเสียงสนับสนุน จาก สว. ในวาระหนึ่ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาร่างพรรค ปชน. ปลายปี 2568 วาระที่หนึ่งนั้น ก็มีความสอดคล้องกับ หลักการที่เราพูดไว้ และไม่เห็นเหตุผลอันใด ที่ สว.จะลงมติแตกต่างจากคราวก่อน
จากนี้ต้องรอดู ร่างของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาแตกต่างกันอย่างไร และร่างใครจะไปต่อเพราะมีผลต่อการเมือง และแนวทางในการทำงานของแต่ละพรรค.
ทีมข่าวการเมือง



