อันดับแรกก็ต้องบอกว่า ทางเลือกที่เขาปัดทิ้งไปแล้ว นักการเมืองไม่ฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ คือ “ไปยกเลิกการตรึง VAT จาก 7% ปล่อยให้ใช้เพดาน 10%” รายได้ประชากรส่วนใหญ่ ชนชั้นกลาง คนจน ยังไม่ค่อยจะพอใช้อยู่แล้ว หนี้ก็เยอะ จะไปเพิ่มรายจ่ายให้เขาด่าเอาทั้งประเทศ คนไม่กล้าซื้อของเพราะของแพงขึ้น ก็กระไรอยู่

เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงมากคือ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งรัฐบาลเหมือนลิงลมอมข้าวพอง คือคนก็เห็นทำปากตุ่ยๆ อยู่ แล้วเขารู้กันทั้งนั้นว่า “อมเรื่องกู้เงินไว้ยังไม่พูดให้ชัด” รอเวลาเคาะว่า จะกู้เท่าไร กู้อย่างไร รอ ครม.เศรษฐกิจที่เขาจะประชุมวาระวันจันทร์ ก่อนเข้า ครม.ชุดใหญ่วันอังคารเคาะ ราววันที่ 27 เม.ย.ก็น่าจะรู้ว่า จะกู้เท่าไร คนในรัฐบาลบอกให้รอ “รมต.เอก”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลังประชุมก่อน

ข่าวว่า ในที่ประชุม ครม.วันที่ 21 เม.ย.  รมต.เอกพูดในที่ประชุม ว่า หากจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน อยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤติโลกและวิกฤติพลังงาน ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก แต่ “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล  ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะมีการกู้หรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการเอาไว้กรณีหากเกิดวิกฤติจะสามารถดำเนินการได้ทันที

รมต.เอกนิติให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.ว่า ในเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 70%ของจีดีพี ( ข่าวว่าจะขยายเป็น 75% ) ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ 66% และยังมีช่องว่างเหลืออยู่4% คิดเป็นวงเงิน 8 แสนล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลออกกฎหมายกู้เงินเพิ่มเติมไม่ถึง8แสนล้านบาท ก็ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยระดับหนี้สาธารณะของไทยที่ 66% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรปที่หนี้สูงกว่า 100% ของจีดีพี ขณะที่เทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงกว่าในอาเซียน 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายปี 69 ในส่วนที่ยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพัน โดยจะออก พ.ร.บ.โอนงบเหล่านั้นมาไว้เป็นงบกลางเพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 70 ว่าจะสามารถตัดงบส่วนใดเพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ( ก่อนหน้านี้นายกฯ หนูได้ให้นโยบายส่วนราชการแล้วว่า การของบเพิ่มได้ไม่เกิน 20% ของที่เคยขอ เปลี่ยนการใช้งบบางอย่างเช่น สร้างอาคาร เปลี่ยนเป็นเช่า น่าสนใจว่า ตอนจัดทำงบประมาณฝ่ายค้านจะเสนอขอตัดทั้งในห้องประชุมและในกรรมาธิการเท่าไร อย่างไร )

การกู้ ถ้าจำเป็น เสียงค้านก็ไม่มาก ( แน่นอนว่า มีคนค้านตะพึดตะพืออยู่บ้าง เขาอาจห่วงภาวะหนี้ ห่วงรัฐบาลไม่รู้ใช้คืนอย่างไร หรือแค่ไม่ชอบรัฐบาลก็ตามแต่  ) อย่างตอนโควิดระบาดต้องกู้มาช่วยประชาชนที่ทำงานไม่ได้ แต่การจะกู้ให้ได้วินัยการคลัง ต้องรู้ว่าจะคืนได้อย่างไร การจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็มีวงเงินที่ต้องคืนที่กู้มา ซึ่งเมื่อรัฐบาลแย้มจะกู้ ฝ่ายค้านก็ง้างทันที เริ่มจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ตั้งคำถามว่า “กู้มาใช้ในโครงการอะไร ?”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ( ปชน.)  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “ต้องตอบ 2 คำถามนี้ให้ได้ คือทำไมต้องกู้ถึง 500,000 ล้านบาท หรือราว 2.6% ของจีดีพี  ถ้าใช้ดีๆ อาจทำจีดีพีโตได้เพิ่ม 2% แต่ถ้าใช้เปล่าประโยชน์ ก็ทำหนี้สาธารณะเพิ่ม 2% ของจีดีพีเช่นกัน ถ้าเทียบกับช่วงโควิดที่กู้ 1 ล้านล้าน รอบนี้กู้ลดลงครึ่งหนึ่ง แต่สถานการณ์เศรษฐกิจต่างกันมาก ถามว่า รัฐบาลกำลังตั้งเป้าอะไรอยู่กันแน่ ถ้าประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น เน้นเร็ว ถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่น่าใช้งบมากถึง 500,000 ล้าน

ถ้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ อาจจะถึง 500,000 ล้านได้  ถ้าเป็นมาตรการระยะกลาง ที่อาจกินเวลา 4-5 ปี  อาจไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ทำแผนทำโครงการเสร็จแล้วออกเป็นพ.ร.บ.ได้  ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงนี้ ด้วยเม็ดเงินถึง 500,000 ล้าน บอกได้เลยว่าไม่ควร ด้วยความเสี่ยงเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพพุ่งสูง อาจจะยังไม่ใช่เวลามากระตุ้นเวลานี้ ด้วยเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ สุดท้ายดูเหมือน รัฐบาลอยากจะได้แค่วงเงินมาก่อนถึง 5 แสนล้าน โดยไม่มีเป้าที่ชัดเจน

แผนใช้เงิน และแผนใช้หนี้ หน้าตาเป็นอย่างไร ที่ผ่านมา พ.ร.ก.เงินกู้มักเป็นเช็คเปล่า ไม่มีรายละเอียด – แผนงานโครงการ ที่สำคัญไม่เคยระบุแผนใช้หนี้ ทำให้หนี้สาธารณะจากช่วงโควิดไม่มีแนวโน้มจะลดลงเลย  อยากเห็นนายเอกนิติกล้าหาญเหมือนตอนเขียนแผนการคลังระยะยาวปี 2570-73  ที่ระบุชัดเจนว่าจะเก็บภาษีตัวไหนเพิ่มบ้าง อาทิVAT จาก 7% เป็น 10% ในปี 2571 เป็นต้นไป ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มอีก 1 บาทจาก 6-7 บาท เป็น 7-8 บาท ภาษีเดินทางไปต่างประเทศ (sayonara tax) ฯลฯ  กล่อมสภาว่าการกู้ครั้งนี้ จะกู้อย่างมีความรับผิดชอบ  รักษาวินัยการคลัง”สส.ไหม โพสต์

ทีนี้ ก็ลองมาคิดๆ กันดูว่า ถ้ากู้มา รัฐบาลจะเอาไปใช้อะไร ?  โครงการกับวงเงินควรเปิดเผยไล่เลี่ยกัน .. เรื่องคนละครึ่ง “รมต.แบต”ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ พูดทำนองว่า ยังไม่ต้องใช้เงินกู้ ก็พอจะใช้เงินจากงบกลางที่ยังมีอยู่ได้ ก็ต้องออกแบบโครงการกันว่า 1. ผู้ได้สิทธิ์มีเท่าไร 2. จะจ่ายเงินอย่างไร เบื้องต้นไม่น่าจะต่ำกว่าสองพันบาท มิฉะนั้นจะน้อยกว่าคนละครึ่งพลัสที่เคยทำสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แต่ทีนี้ ถ้าเงินจากงบกลางมีจำกัด รอโอนงบจะให้คนละครึ่งช้า เฟสแรกก็อาจเลือกช่วยบางกลุ่มก่อน ( ไม่อยากพูดคำว่ากลุ่มเปราะบาง เพราะมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลาง เขาก็ว่าเขาจ่ายภาษีเป็นกลุ่มหลัก บางทีสิทธิ์อะไร “ถ้าจะซื้อใจกัน” ก็ควรจะพิจารณากลุ่มนี้ก่อนบ้าง )

ถ้ามีเฟสใหม่ก็ได้ใช้เงินกู้ จะต้องแจกกระตุ้นเศรษฐกิจกันนานแค่ไหนก็ยังไม่รู้ สถานการณ์โลกคือฟุบยาว ช่องแคบฮอร์มุซนั่นก็เล่นเกมเปิดสิบชั่วโมงปิดสิบชั่วโมงตามอารมณ์อิหร่าน-อเมริกา อ่านข่าวแล้วเหมือนประสาทจะกิน ถึงสงครามสงบลง เปิดช่องแคบได้ถาวร แต่ปัญหาน้ำมันแพง เงินกองทุนน้ำมันร่อยหรอ ทำให้ต้องหาเงินกันอีกเยอะ

มีคนฝากมาว่า การกู้เงินอย่างหนึ่งคือเอามาจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐที่ได้จ้างช่วงต่อ ถ้าที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจมีแผนลักษณะนี้ ให้ระวังทุจริตให้มาก กลัวจะมีไปจ้างคนกันเอง จ้างบริษัทใส่ซองขอรับงานรัฐ สุดท้ายงานห่วยหรือทิ้งงาน แล้วพวกโครงการยิบย่อยอย่างขุดบ่อช่วยภัยแล้ง ฝายแม้ว ถ้าไม่โกงรวมกันเป็นเงินเยอะจริง ออกข่าวเดี๋ยวเดียวก็เงียบอีก ปราบทุจริตเมืองไทยก็ทำช้า .. ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านหรอก คนทั่วไปเขาก็พูดจนกลายเป็นตลกร้ายแล้วว่าโกงกันเยอะ

ไหนๆนายกฯหนูก็เคย “อายเหมือนถูกตบหน้า” ที่ดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยต่ำเตี้ย ก็อย่าให้รู้สึกถูกตบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้ามีข่าวทุจริต ฝ่ายค้านก็ล้อกลับนายกฯเรื่องเหมือนถูกตบหน้า เอาคืนกันไปที่นายกฯชอบขอบคุณที่เคยโหวตให้.   

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่