จากการคาดประมาณประชากรอย่างเป็นระบบ อีกประมาณ 57 ปีหรือในปี พ.ศ.2626 ประชากรในประเทศไทยอาจลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 33 ล้านคน
ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสินอดีตผู้บริหารวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ ให้มุมมองว่าขณะที่หน่วยงานของรัฐกำลังมุ่งมั่นผลักดัน “4 วาระพลิกโฉมประเทศ” ตั้งแต่การสร้างคนทักษะสูง การผลิตแพทย์ การแก้ปัญหาความยากจน ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ถือเป็นทิศทางที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่สวยหรูเหล่านี้ เราอาจกำลังมองข้าม “ฐานราก” ที่เปราะบางที่สุดซึ่งกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง นั่นคือ วิกฤตประชากร

สร้างคนทักษะสูง จะสร้างจากใคร?
ศ.ดร.เกื้อ กล่าวว่าเราพูดถึง Sandbox อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการสร้างบุคลากรแห่งอนาคต แต่เรากำลังพยายามหา “คนเก่ง” จาก “บ่อ” ที่กำลังเหือดแห้ง ปัญหาที่แท้จริงคือ “เครื่องจักรผลิตคน” หรือ “ครอบครัว” กำลังไม่ถูกสร้างขึ้นในอัตราที่ควรจะเป็น เมื่อไม่มีครอบครัวใหม่เกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มี “วัตถุดิบ” หรือเด็กเกิดใหม่ที่จะป้อนเข้าสู่ระบบการศึกษาในอีก 18-20 ปีข้างหน้า ต่อให้หลักสูตรดีเพียงใด ก็ไร้ความหมายหากไม่มีนักศึกษาที่มีคุณภาพในจำนวนที่เพียงพอ
ผลิตแพทย์เพิ่ม เพียงพอจริงหรือ?
เป้าหมายการผลิตแพทย์ 22,200 คน เพื่อลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร อาจเป็นภาพลวงตาทางสถิติ เพราะในขณะที่ “ตัวหาร” (ประชากร) กำลังลดลง แต่โครงสร้างประชากรกลับบิดเบี้ยว สัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์สูงกว่าคนวัยอื่น 3-5 เท่ากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ประชากรไทยเหลือ 33 ล้านคน แต่มีผู้สูงอายุถึง 40-50% ภาระงานของแพทย์หนึ่งคนจะมหาศาลเกินกว่าที่ตัวเลขสัดส่วนจะบอกได้ วิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การขาดแคลนแพทย์ แต่คือการขาดแคลนแพทย์ที่ต้องดูแลสังคมที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุ
ใครจะซื้อ ใครจะผลิต?
ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องการสองสิ่งสำคัญคือ “ผู้ผลิต” (กำลังแรงงาน) และ “ผู้บริโภค” (ตลาดในประเทศ) แต่วิกฤต “การมีคู่รักน้อยลง” กำลังทำให้ “หน่วยเศรษฐกิจที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุด” อย่าง “ครัวเรือน” ไม่สามารถก่อตัวขึ้นได้ เมื่อไม่มีครัวเรือนใหม่ ตลาดในประเทศก็ไม่ได้แค่หดตัว แต่กำลังจะหายไปจากรากฐาน การลงทุนเพื่อสร้างเกษตรกรอัจฉริยะ หรือปั้น SME ให้เป็นยูนิคอร์น จะไร้ความหมายหากในอนาคตไม่มีผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า และไม่มีคนรุ่นใหม่มาสืบทอดกิจการ
ผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต จะนำใคร?
การมีเทคโนโลยีควอนตัมหรือ AI ที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ไทยเป็น “ผู้นำ” ในภูมิภาคได้ “พลังของชาติ” (National Power) ในเวทีโลกนั้น มีมิติทางประชากรเป็นส่วนประกอบสำคัญ ประเทศที่มีประชากรหดตัว โครงสร้างกลวงโบ๋ และคนหนุ่มสาวไม่สามารถสร้างครอบครัวได้ จะขาดพลังขับเคลื่อนจากคนรุ่นใหม่ และลดทอนความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ เราจะเป็นผู้นำในภูมิภาค ที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือฟิลิปปินส์มีประชากรหนุ่มสาวมากกว่าเราหลายเท่าได้อย่างไร?
วาระที่ 0 สร้างชาติด้วยการสร้างครอบครัว
ศ.ดร.เกื้อ กล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยและผู้กำหนดนโยบายต้องยอมรับความจริงว่า “นโยบายสร้างครอบครัว คือนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สำคัญที่สุด” เราจำเป็นต้องผลักดัน “วาระที่ 0” ที่มุ่ง “สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้คนหนุ่มสาวได้พบปะ สร้างความสัมพันธ์ และกล้าที่จะสร้างครอบครัว”
นี่ไม่ใช่แค่การแจกเงินอุดหนุน แต่คือการออกแบบนโยบายในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาเมือง การสร้างชุมชน การออกแบบพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมในมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI มาช่วยสร้างโอกาสให้คนได้พบปะกันอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
บ้านที่สวยงามและแข็งแรง ต้องตั้งอยู่บนเสาเข็มและรากฐานที่มั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติที่ยอดเยี่ยมก็เช่นกัน หากรากฐานทางประชากรกำลังจะพังทลายลง การก่อสร้างใด ๆ บนนั้นก็มีแต่จะรอวันทรุดตัว ลงมา การลงทุนเพื่อให้คนไทยกล้าที่จะสร้างครอบครัว คือการลงทุนเพื่อสร้าง “ผู้บริโภค” “ผู้ผลิต” “ผู้เสียภาษี” และ “พลเมือง” สำหรับอนาคตของประเทศ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ทั้งสิ้น



