ต้องยอมรับเมื่อไหร่ก็ตามที่ “พรรคประชาชน (ปชน.)” ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นั่นหมายความว่าอำนาจต่อรองทางการเมืองจะอยู่ที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ทันที โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีเสียง สส. อยู่ในมือ 74 เสียง

ลองไล่ไปดูโครงสร้างของรัฐบาล ที่มีพรรคร่วมรัฐบาล 14 พรรค ประกอบด้วย 14 พรรค รวม 288 เสียง พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง และพรรค 1 เสียงอีก 7 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินจะหลุดจากตำแหน่งนายกฯ ทันที เพราะเสียงของรัฐบาลจะเหลือเพียง 220 เสียง กรณีที่หาเสียงมาเติมไม่ทัน ดังนั้นยุทธศาสตร์ของพรรค ปชน. จึงมีความสำคัญ

ในที่สุดจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ในส่วนของพรรค ภท. เพียงพรรคเดียว หรือจะมีหน่วยงานที่ “พท.” ดูแลอยู่ ติดร่างแหไปด้วย

ขณะที่เมื่อปลายสัปดาห์ ภาพการพบปะกันระหว่าง “นายอนุทิน” กับ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้มากบารมีเหนือ พท. ดูเหมือนจะมีความหมายทางการเมือง ระหว่างงานสวดพระอภิธรรมศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต สส.พรรค พท. ช่วงค่ำวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ จ.อุบลราชธานี โดยในงานดังกล่าว มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สองอดีตนายกฯ ร่วมอยู่ในงานดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีภาพนายอนุทินเดินไปส่งนายทักษิณที่รถส่วนตัว และแสดงความเคารพด้วยการกราบที่ตัก

อีกทั้งในงานยังมีการพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ทั้งที่ในช่วงที่พรรค พท. เป็นแกนนำรัฐบาล ได้ยึดคืนกระทรวงมหาดไทยจากพรรค ภท. จนทำให้ “นายอนุทิน” นำพรรค ภท. ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และนำมาสู่การที่พรรคสีน้ำเงินคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ. 69 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านั้น ใครก็ไม่เชื่อว่า “ภท.” จะดึงพรรค พท. เข้ามาร่วมรัฐบาล แต่ในที่สุด “พรรคสีแดง” ก็ได้เข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่การพูดคุยของนายอนุทิน และ “นายทักษิณ” ก็ยังเป็นไปด้วยดี ดังนั้นหากดูความสัมพันธ์ของทั้งสองพรรค ก็ยังเป็นไปด้วยความราบรื่น นายอนุทินให้เกียรติ “พรรค พท.”

ที่สำคัญ ร่างการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 กำลังเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เชื่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงเป็นอันดับ 2 คงยังไม่ต้องการแตกหัก แต่หากข้อมูลของพรรคฝ่ายค้านถึงขั้นมีใบเสร็จ และหลักฐานชัดเจน คงต้องวัดใจการตัดสินใจของ “พรรค พท.” อีกครั้ง จะมีจุดยืนอย่างไร

ด้าน “นายวรชัย เหมะ” อดีต สส.สมุทรปราการ พรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การทำงานของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ต้องยอมรับว่านายอนุทินเป็นคนประนีประนอม อ่อนน้อมถ่อมตน นั่นคือจุดแข็งของรัฐบาลนี้ และการทำงานกับพรรค พท. ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากภาพที่ปรากฏผ่านสื่อ

แต่การทำงานของรัฐบาลจะสำเร็จได้ต้องมีปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน รวมไปถึงความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ที่สำคัญ ต้องรู้ปัญหาของประชาชน ทั้งปัญหาเก่าและปัญหาใหม่ที่รุมเร้ารัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้ว สว. เรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่มีภาคประชาชนออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากพรรค ภท. นายอนุทินต้องออกมาชี้แจงลงรายละเอียดให้ชัดมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเท่าที่เห็นนายอนุทินยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ไม่เคยชี้แจงลงในรายละเอียด

นายวรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังมีภาพที่ประชาชนติดตามว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังนายอนุทินมาโดยตลอด เป็นผู้กำกับการใช้อำนาจ ตรงนี้นายอนุทินต้องสลัดภาพออกไป เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า นายอนุทินคือนายกฯ ตัวจริง ไม่ทำตามคำสั่งใคร เพราะวันนี้ทั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา รวมถึงยังมีนักวิชาการ และพรรคฝ่ายค้าน ร่วมกันเป็นแนวร่วมที่ต้องการล้มรัฐบาล หากนายกฯ ไม่แสดงออกถึงความเป็นผู้นำที่เป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้ลำบากอย่างยิ่ง

เพราะการเดินหน้ารัฐบาล แม้เสียงในสภาจะไม่มีปัญหา รวมไปถึงยังมีพรรคฝ่ายค้านจ้องเสียบเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลแพ้ทางการเมืองนอกสภา ก็อาจอยู่ไม่ได้จนจบสมัยตามเป้าหมายที่วางไว้

ส่วนการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรค ภท. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) โพสต์ข้อความ กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุว่าจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมนี้แน่นอน ซึ่งการบริหารประเทศผิดพลาด เราเก็บไว้หมด และทุกอย่างจะถูกนำมาเปิดในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เห็นข่าวผู้นำฝ่ายค้านบอกว่า รัฐบาลทำอะไรไว้ “เก็บไว้ทุกบิล” รอวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นด้วย เก็บให้ตรวจสอบให้เต็มที่ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ มีข้อสงสัยก็ถาม มีข้อมูลก็เอามากาง มีหลักฐานเอามาแสดง รัฐบาลมีหน้าที่ตอบ และต้องตอบให้ชัด

หลายคำถามในสภา ก็คือคำถามที่ฝ่ายค้านนำมาจากประชาชน การตรวจสอบที่เข้มแข็งจึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลต้องกลัว และเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่กลัวการตรวจสอบ แต่ในฐานะ สส. ฝ่ายรัฐบาล คิดว่าเรายังมี “อีกบิล” ที่ต้องรับผิดชอบ และสำคัญไม่น้อยไปกว่าบิลของฝ่ายค้าน คือบิลที่ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเทอม ค่าปุ๋ย ค่าหนี้ ทุกวันนี้หลายครอบครัวไม่ได้ถามว่า ใครชนะใครในสภา แต่กำลังถามว่าเงินที่มีอยู่จะพอจ่ายบิลตอนสิ้นเดือนหรือเปล่า

ด้าน “นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ภท. ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านจะนำประเด็นฮั้ว สว. ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ไม่ได้หนักใจอะไร เพราะส่วนตัวไม่เห็นพฤติกรรมตามที่เขากล่าวหา ส่วนที่นายสมนึก สุชัยธนาวนิช อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 4 จ.สุโขทัย ออกมาเปิดเผยว่า มีการให้ผู้สมัคร สว. เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อให้โหวตกฎหมายตามพรรค ภท. นั้น เขาเป็นใคร ตนก็ไม่รู้จัก มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ก็ไม่ทราบ แต่เรื่องที่อ้างมา ในส่วนของตนไม่เคยได้ยิน และในการอภิปราย หากกล่าวหา จะหาหลักฐานอย่างไร อย่างมากก็มีแค่พยานบุคคล เดี๋ยวนี้มักใช้วิธีว่าไปก่อน ถูกผิดไม่รู้ค่อยไปพิสูจน์เอา แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้คงไม่เป็นประเด็นอะไรที่หนักใจของรัฐบาลในการชี้แจง

รมช.คมนาคม กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ฝ่ายค้านโจมตี รัฐบาลก็ชี้แจงได้ทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ก็มีมาตั้งแต่ปี 62 รัฐบาลนี้เป็นคนเจอ และตามจับ หลักฐานไปถึงไหนเอาถึงคนนั้น ยึดปิดชื่อถือพฤติกรรม ทำตรงไปตรงมา จะช้าบ้างเร็วบ้าง แต่เราว่าตามหลักฐาน เหมือนคดีอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่กล่าวหา คนนั้นคนนี้เทาเราก็ว่าตามกระบวนการ เห็นกันแล้วว่าใครโดนไม่โดน ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ ก็เรื่องของเขา ส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อ แต่เรามีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง

ในส่วนของกรณี พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ตรงไปตรงมา ถึงตัวประชาชนจับต้องได้ ไม่ได้เอาไปทำเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนที่หลายรัฐบาลเคยทำ รัฐบาลชี้แจงได้แน่นอน เมื่อถามถึงเสียงรัฐบาลเหนียวแน่นใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องเสียงรัฐบาลไม่มีปัญหา รัฐบาลมั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลทำงานร่วมกันได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุว่ามั่นใจ หากฝ่ายค้านถามอะไรก็พร้อมที่จะตอบนั้นว่า ต้องรอดูจะสามารถตอบคำถามที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้จริงหรือไม่ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าหากนายกฯ บอกว่าถามอะไรก็ตอบได้หมด หากตอบได้จริง เหตุใดในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา จึงไม่เคยเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดในสภาแม้แต่ครั้งเดียว หวังว่าในสมัยประชุมสภาที่จะถึงนี้ จะเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดตามหน้าที่ที่ควรจะทำบ้าง และไม่ใช่แค่กระทู้สดของรัฐบาลที่เตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า เพื่อชงคำถามให้กัน แต่มาตอบกระทู้ฝ่ายค้านด้วย ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ในฐานะนายกฯ และการบริหารภารกิจกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถามว่า นายอนุทินระบุอีกว่าหากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะไม่มีผลงาน ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านเพิ่มหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่นายอนุทินควรกังวล คือผลงานรัฐบาลมากกว่า กับการกังวลผลงานของฝ่ายค้าน เพราะปัญหาหลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตอนรับตำแหน่งนายอนุทินบอกว่า รู้สึกอับอายในคะแนนความโปร่งใสของประเทศตามดัชนีสากล แต่ตั้งแต่บริหารมา เห็นว่าปัญหาการทุจริตยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อครหาเกี่ยวกับการโกง สว. การโกงสอบท้องถิ่น หรือปัญหาข้อครหาในการทุจริตอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้มีการกู้เงินผ่านกลไก พ.ร.ก.เงินกู้ในปริมาณที่สูง ซึ่งต้องรอดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

เราวาง 2 บทบาทคู่ขนานกันเสมอ คือการตรวจสอบรัฐบาลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อีกบทบาทของฝ่ายค้านคือ การผลักดันแก้ไขกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน

จากนี้ไปก็คงเห็นการตอบโต้กันไปมา ระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะต่างฝ่ายต่างต้องทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม ต้องรอดูว่า เมื่อถึงเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใครเป็นของจริง ใครเป็นของปลอม.

“ทีมข่าวการเมือง”