ทั้งนี้ สถานการณ์ไฟป่าที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังสร้างปัญหาและผลกระทบกับประชาชนหลายพื้นที่ จนบางคนเริ่ม “มีอาการป่วย–มีปัญหาสุขภาพ” กันแล้วจากการ “สูดดมควันไฟป่า” โดยนอกจากคำเตือนแล้ว ในแง่ของ “คำแนะนำ–วิธีป้องกัน” เพื่อลดผลกระทบสุขภาพนั้น “มีไอเดียน่าสนใจ” ที่ได้เคยมีการออกมาแนะนำ…
เกี่ยวกับการ “DIY เครื่องเติมอากาศสะอาด”
ที่ใช้งบไม่เยอะ แต่ได้อุปกรณ์ช่วยลดฝุ่นพิษ
เพื่อลดผลกระทบที่มีประสิทธภาพเกินราคา

ศ.นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ
ทั้งนี้ สำหรับ “ไอเดียดี ๆ” น่าสนใจ เกี่ยวกับ “เครื่องเติมอากาศ DIY” เครื่องนี้ เป็นคำแนะนำจากทาง ศ.นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ซึ่งได้เคยออกมาแชร์ไอเดียดังกล่าวเอาไว้ เมื่อช่วงปี 2566 ซึ่งครั้งนั้น “เว็บไซต์เดลินิวส์” ได้มีการนำไอเดียของคุณหมอมาแชร์ต่อ และวันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์ ก็ได้นำข้อมูลนี้หยิบยกมาพลิกแฟ้นสะท้อนในวันนี้ เพื่อที่ประชาชนทั้งในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังเผชิญวิกฤติ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ สามารถที่จะนำไปทำตามได้ เพื่อลดผลกระทบสุขภาพจากปัญหาฝุ่นพิษ โดยเฉพาะในช่วง “ฤดูฝุ่น” ตอนนี้…
เกี่ยวกับรายละเอียดของ “วัสดุอุปกรณ์” กับ “ขั้นตอนการทำ” อุปกรณ์ชิ้นนี้ ทาง ศ.นพ.ขวัญชัย อดีต ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. ได้มีการแชร์ไอเดียการประดิษฐ์ “เครื่องเติมอากาศสะอาด” ดังกล่าวเอาไว้ ดังนี้…
สำหรับ “วัสดุอุปกรณ์” ที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อประดิษฐ์ “เครื่องเติมอากาศ DIY” นั้น ทางคุณหมอขวัญชัย เจ้าของไอเดียแนะนำว่า… เน้นวัสดุอุปกรณ์ที่ หาได้ง่าย–ราคาไม่แพง โดยใช้งบประมาณในการประดิษฐ์ต่อเครื่องไม่เกินราคา 2,000 บาท โดยประกอบไปด้วย… 1.ไส้กรองเครื่องฟอกอากาศ (แนะนำให้เลือกใช้ไส้กรองอากาศยี่ห้อ Xiaomi 2.พัดลมดูดอากาศ ขนาด 8 นิ้ว (แนะนำเลือกใช้พัดลมยี่ห้อ Hatari) 3.ท่อลม ขนาด 6 นิ้ว 4.แผ่นกรองอากาศ HEPA หรือ High-Efficiency Particulate Air และชิ้นสุดท้าย 5.กระดาษกล่อง สำหรับใช้ปิดช่องหน้าต่างบานเลื่อน …เหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
“เครื่องนี้จะเน้นอุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป หรือสามารถนำวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว นำมาดัดแปลงได้ง่าย ๆ แต่ หรือสามารถเพิ่มอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม หรือเพื่อความสวยงาม” …คุณหมอเจ้าของไอเดียเครื่องนี้ระบุถึง
“หัวใจสำคัญ” ของการประดิษฐ์เครื่องนี้

ขณะที่ “ขั้นตอนการทำ” อุปกรณ์ชิ้นนี้ หรือ “เครื่องเติมอากาศ DIY” เวอร์ชั่นของทางคุณหมอขวัญชัยนั้น คุณหมอเจ้าของไอเดียได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการประดิษฐ์เครื่องนี้ โดยแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้…
ขั้นตอนที่ 1 เจาะด้านข้างกล่องไส้กรองให้เป็นช่องสี่เหลี่ยม เพื่อที่จะใช้สำหรับเป็นช่องให้อากาศเข้ามาได้, ขั้นตอนที่ 2 วางพัดลมดูดอากาศเอาไว้ด้านบนของกล่อง จากนั้นทำการปิดเทปกาวให้หนาแน่นและติดสนิทให้ได้มากที่สุด, ขั้นตอนที่ 3 ใช้แผ่นกรองอากาศปิดที่ช่องด้านข้างของกล่อง ทั้งนี้ เพื่อถนอมอายุการใช้งานไส้กรองอากาศ
ขั้นตอนที่ 4 วางเครื่องเติมอากาศ DIY ไว้ด้านนอกหน้าต่างบานเลื่อน โดยให้ต่อท่อลมจากพัดลมดูดอากาศเข้าไปที่หน้าต่างภายในห้อง และสุดท้าย ขั้นตอนที่ 5 ให้เจาะรูที่กระดาษกล่องเพื่อให้ท่อลมผ่านเข้าไปด้านในห้อง โดยอาจจะนำเอากระดาษกล่องมาปิดที่พื้นที่ด้านนอกของหน้าต่างบานเลื่อน และปิดเทปกาวด้านข้างให้สนิท ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้า-ออก และเมือทำเสร็จสิ้นทั้ง 5 ขั้นตอนดังกล่าวแล้ว เพียงเท่านี้ก็จะได้ “เครื่องเติมอากาศสะอาด DIY”
ที่มีวิธีประดิษฐ์ง่าย ๆ “ไม่ยุ่งยาก–ไม่ซับซ้อน”
“ใช้งบแค่หลักพัน” แต่ได้ผลดีคุ้มค่าเกินราคา
ทั้งนี้ ทาง ศ.นพ.ขวัญชัย อดีต ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. เจ้าของไอเดียยังได้ระบุเกี่ยวกับ “ประสิทธิภาพของเครื่องเติมอากาศ DIY” ว่า… จากผลการทดสอบการใช้งานเครื่องเติมอากาศ DIY เครื่องนี้ ร่วมกับการใช้งานควบคู่เครื่องฟอกอากาศ (ในที่นี้เป็นเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อ Xiaomi Pro) จำนวน 1 ตัว กับ พื้นที่ห้องขนาด 40 ตารางเมตร ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่า… มีประโยชน์อย่างมากในแง่การใช้เป็นมาตรการเสริม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีระดับค่าฝุ่นควัน PM2.5 ในระดับสูงมาก ซึ่งการใช้งานเครื่องฟอกอากาศควบคู่กับเครื่องเติมอากาศจะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลดค่าฝุ่นควัน PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ …นี่เป็นผลทดสอบการใช้งานคู่กันกับ “เครื่องฟอกอากาศ” ของเครื่องเติมอากาศเครื่องนี้
“การนำเครื่องเติมอากาศ DIY ไปใช้คู่กับเครื่องฟอกอากาศที่มีจะส่งผลดีมากกับการสู้กับฝุ่นควันโดยเฉพาะในช่วงที่มีค่า PM2.5 ระดับสูง โดยการใช้งานควบคู่กันจะยิ่งช่วยลดปริมาณฝุ่นควันได้รวดเร็วมากกว่าการใช้เพียงเครื่องฟอกอากาศอย่างเดียว” …และนี่เป็นข้อมูลที่ทางเจ้าของไอเดีย คือ ศ.นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ ชี้ถึง “ประโยชน์–ข้อดี” ของเครื่องนี้
อุปกรณ์สู้ฝุ่นพิษ กับ “เครื่องเติมอากาศ DIY”
ที่ใช้งบประมาณไม่เกินสองพันบาทเท่านั้น
แลกกับสุขภาพปอดที่ปลอดภัย…ยังไงก็คุ้ม.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



