คุณพ่อคุณแม่เคยเลือกให้รักษาด้วยวิธีอื่นเลี่ยงผ่าตัด
กรณีศึกษาที่น่ารู้น่าสนใจและได้ประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่าน “อุ่นใจ…ใกล้หมอ” วันนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อเนื้อหาจากผู้เกี่ยวข้อง และจาก “โรงพยาบาลธนบุรี” ซึ่งนอกจากจะมี “อาจารย์หมอ” แล้วก็ยังมี “พยาบาล” ประจำ “ศูนย์กระดูกและข้อ” ช่วยเป็นธุระจัดหาข้อมูลและภาพมาช่วยเพิ่มความเข้าใจได้เป็นอย่างดีในเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ได้สร้างความกังวลให้กับครอบครัว “เหรี่ยงรุ่งเรือง” เมื่อคุณพ่อสังเกตเห็นลักษณะที่ผิดปกติของ “น้องสายน้ำ” บุตรสาววัย 13 ปี ซึ่ง “เดินตัวเอียง ๆ” โดยมิได้มีการป่วยไข้แต่อย่างใดจึงไม่ติดใจสงสัย จนกระทั่งได้พาลูกไปเล่นน้ำกับเพื่อนและนั่งเฝ้าดูแลอยู่จึงเห็นความผิดปกติที่ด้านหลังของลูกตอนสวมชุดว่ายน้ำ ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า… แนวกระดูกสันหลังของบุตรสาวมีลักษณะโค้งงอไม่เป็นแนวตรงเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน…!!! โดย “คุณแม่นิยดา” เป็นผู้ที่เผยกับทีมงาน “อุ่นใจ…ใกล้หมอ” ดังนี้…

“…เราก็ไม่มั่นใจว่าน้องเป็นอะไร ก็เลยพาไปเอกซเรย์ที่โรงพยาบาล ก็พบว่า กระดูกสันหลังคด อยู่ประมาณ 30 ถึง 40 องศา คุณหมอได้แนะนำว่าต้องผ่าตัด แต่ตอนนั้นด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าคุณหมอจะใช้เทคโนโลยีช่วยผ่าตัดลูกเราให้ปลอดภัยเกินกว่า 90 หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม ก็เลยไม่กล้าตัดสินใจ ยอมพาลูกตระเวนไปทำกายภาพบำบัดบ้าง ไปหาหมอที่เกี่ยวกับการดึงกระดูก-จัดกระดูกบ้าง เป็นเวลานานเกือบ 3 ปี เพื่อเลี่ยงการผ่าตัด และพาลูกไปเอกซเรย์ดูทุก 6 เดือน ก็ไม่ดีขึ้น ไปเอกซเรย์ซ้ำอีกก็เห็นเลยว่ามันโค้งกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ได้เสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยแล้วก็ตาม จึงตัดสินใจหยุดและหันมาค้นคว้าสืบเสาะเลือกหาข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ จนมาสะดุดข้อมูลที่ระบุว่า โรงพยาบาลธนบุรี เนี่ยเก่งเรื่องผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูก ก็เลยติดต่อขอนัดปรึกษากับ อาจารย์หมอมนต์ชัย ซึ่งท่านได้ขอเอกซเรย์ดูใหม่ค่ะ พอเห็นภาพเอกซเรย์ใหม่แล้วท่านอธิบายว่าคดขนาดนี้ควรต้องผ่าตัดอย่างเดียว และแนะนำให้คุณแม่กลับมาพิจารณาก่อนเพราะการผ่าตัดในปัจจุบันได้อาศัยเทคโนโลยีการแพทย์หลายอย่างที่จะช่วยให้มั่นใจในแง่ความปลอดภัยในการผ่าตัด ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ลูกเรากลับมาเดินได้เป็นปกติกว่าเดิมและใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างเป็นปกติต่อไป จึงยอมให้ลูกเข้ารับการผ่าตัดกับคุณหมอค่ะ…”
กระดูกสันหลังคดงอปล่อยไว้จะเป็นปัญหาแก้ยาก
ขอพาท่านผู้อ่านมาติดตามข้อมูลจาก “รศ.นพ.มนต์ชัย เรืองชัยนิคม” ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมกระดูกสันหลัง และที่ปรึกษา “โรงพยาบาลธนบุรี” ซึ่งได้อธิบายกรณี “น้องสายน้ำ” ที่เผชิญภาวะ “กระดูกสันหลังคดเกินเกณฑ์ปกติ” และคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจยอมให้บุตรสาวรับการ “ผ่าตัดจัดกระดูก” เพื่อป้องกันปัญหาไว้เสียแต่ตอนนี้ เพื่อให้ลูกไม่ต้องใช้ชีวิตโดยมีปัญหานี้ติดตัวไปสู่อนาคต ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดมีบุตรหลานเผชิญภาวะแบบเดียวกันและต้องการสกัดกั้นปัญหา จะได้มีแง่คิดมุมมองที่เป็นประโยชน์ ก็จะดีไม่น้อย โดย “อาจารย์หมอมนต์ชัย” กล่าวไว้หลายแง่มุมดังนี้…

“…เรื่องกระดูกสันหลังคด บางครั้งอาจจะดูลักษณะภายนอกได้ยาก โดยเฉพาะเวลาที่น้อง ๆ ใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างหลวม ทำให้เวลาปกติอาจจะไม่เห็น จะเห็นได้ก็เฉพาะบางเวลา อย่างเช่นกรณีที่เปลี่ยนมาใส่ชุดว่ายน้ำจึงเห็นได้ว่าหัวไหล่ 2 ข้างไม่เท่ากัน ลักษณะของเอว 2 ข้างอาจจะไม่สมดุลกันโดยฝั่งหนึ่งคอดฝั่งหนึ่งเต็มกว่านะครับ หรือสะโพกฝั่งหนึ่งสูง-ต่ำกว่า ซึ่งเป็นลักษณะภายนอกที่มักจะสังเกตเห็นโดยคนอื่น เช่น คุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครู จึงพามาพบแพทย์เพราะสงสัยว่าเกิดความผิดปกติอย่างไร เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแต่กำเนิด มาเป็นเอาตอนช่วงจะวัยรุ่นครับ… วิธีสังเกตง่าย ๆ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองคือให้เด็กก้มตัวไปทางด้านหน้าแล้วเรายืนทางด้านหลัง ถ้าเห็นแนวของกระดูกสันหลังซึ่งปกติมันควรจะตรงแต่ถ้าไม่ตรงและมีความโค้งก็น่าสงสัยแล้วล่ะครับ สำหรับทางการแพทย์จะวินิจฉัยจากภาพเอกซเรย์ที่เห็นทั้งตัว เพื่อให้เราสามารถเห็นแนวโค้งของกระดูกสันหลังได้ว่ามีโค้งเดียวหรือ 2 โค้ง และเป็นรูปตัว C หรือรูปตัว S ครับ ซึ่งถ้าความโค้งไม่เยอะมากก็ยังใช้วิธีใส่เสื้อเกราะได้ เช่น มุมอยู่ที่ประมาณ 25-30 องศา แต่ถ้ามุมเกิน 45 องศาขึ้นไปจะเป็นกรณีที่ต้องจริงจังนะครับ อาจจะต้องไปถึงระดับที่ต้องผ่าตัดครับ ส่วนในรายของน้องคนนี้มาเจอตอนที่มีมุมค่อนข้างเยอะมากกว่าเกณฑ์ผ่าตัดไปแล้ว ซึ่งเคยมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยมาก่อนว่าหากเกิดภาวะแบบนั้นตอนที่อายุมากแล้ว หรือในช่วงปลายชีวิต ซึ่งกล้ามเนื้อเริ่มไม่แข็งแรง ก็อาจมีความไม่สมดุลของลำตัวเพิ่มขึ้น จะไม่สามารถรักษาได้ และร่างกายก็อาจจะมีการเอียงมากกว่าคนปกติแน่นอน…”

เหตุผลดังที่ “อาจารย์หมอมนต์ชัย” อธิบายให้ความกระจ่างเบื้องต้นเหล่านี้ ล้วนมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจของ “คุณพ่อ-คุณแม่” ในการยอมส่ง “น้องสายน้ำ” เข้ารับการ “ผ่าตัดจัดกระดูก” ที่ “โรงพยาบาลธนบุรี” ในเวลาต่อมา
เทคโนฯการแพทย์ยุคนี้เพิ่มความปลอดภัยเวลาผ่าตัด
ภาพเอกซเรย์ที่เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการ “ผ่าตัดจัดกระดูกสันหลัง” ของ “น้องสายน้ำ” แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวกระดูกสันหลัง ที่เคยโค้งงอค่อนข้างเยอะมาก ได้รับการแก้ไขให้กลับมามีสภาพ “ตรงกว่าเดิม” อย่างชัดเจน แม้จะไม่คืนกลับมาตั้งได้ “ตรงเป๊ะ” ก็ตาม โดย “อาจารย์หมอมนต์ชัย” อธิบายว่า…

“…เราพยายามเต็มที่ที่จะทำให้ตรงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ครับ มีข้อจำกัดอยู่บางเรื่องอย่างเช่นกรณีของผู้มีปัญหาที่มาพบหมอตอนที่กระดูกสันหลังโค้งมากแล้ว และยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นก็จะเป็นผลให้โค้งนั้นมีความแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะแก้ไขลำบากยากขึ้น อีกทั้งในกระดูกสันหลังจะมีส่วนที่มีเส้นประสาทอยู่ภายในซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ไม่อาจยอมให้เกิดเรื่องความเสี่ยงขึ้น จึงเป็นภาระรับผิดชอบของแพทย์ในการหาจุดสมดุลเพื่อให้การผ่าตัดประสบความสำเร็จ ในมุมมองของผมคือขอให้มีทั้งความปลอดภัย ไม่มีเส้นประสาทได้รับบาดเจ็บ และกระดูกสันหลังกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุลโดยอาจไม่ต้องตรงเป๊ะเป็นไม้บรรทัด แต่ผ่าตัดด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้มุมโค้งเพิ่มขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตครับ แน่นอนว่านี่จัดว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องมีการดูแลเตรียมตัวคนไข้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโครงสร้างของกระดูกสันหลังนั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนไว้ก่อน ซึ่งปัจจุบันเราได้อาศัยเทคโนโลยีมาช่วยสร้างภาพ 3 มิติ และใช้ระบบนำวิถีช่วยในการใส่อุปกรณ์น็อตจำนวนมากเข้าไปในกระดูกสันหลัง โดยต้องให้เกิดความแม่นยำมากที่สุดด้วยการใช้ระบบนำวิถีมาช่วยให้การผ่าตัดดีขึ้นมาก แม้ว่าจะมีการนำกระดูกของคนไข้และกระดูกเทียมบางส่วนมาใช้เพื่อให้โครงสร้างของกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันด้วยการปลูกถ่าย ก่อนดามด้วยโลหะเพื่อเสริมความแข็งแรงขึ้นระหว่างรอให้กระดูกเชื่อมติดกันซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยอุปกรณ์ที่ใส่ไว้จะอยู่กับคนไข้ รวมถึงกระดูกที่เราเชื่อมติดไว้จะเป็นตัวโครงสร้างหลัก ที่จะช่วยให้คนไข้โตขึ้นโดยที่มุมโค้งไม่เพิ่มขึ้นครับ…”

สรุปได้ว่า “น้องสายน้ำ” ได้นอนพักอยู่ใน “โรงพยาบาลธนบุรี” ประมาณ 5 วันหลังผ่าตัดเสร็จ โดยสามารถลุกเดินเหินได้ตั้งแต่วันแรก ๆ แล้ว และหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ก็ได้ไปตรวจติดตามเรื่องแผล รวมทั้งดูแนวกระดูกที่ผ่าตัดไปแล้วว่าเป็นอย่างไร และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 3-6 เดือนก็ไปเข้ารับการเอกซเรย์ โดย “อาจารย์หมอมนต์ชัย” อธิบายว่า… “…ช่วงนั้นจะเริ่มเห็นลักษณะของกระดูกที่แข็งแรงขึ้น และโดยทั่วไปเมื่อผ่านไป 1-2 ปีกระดูกจะเชื่อมติดกันแล้วครับ ซึ่งตอนนี้ผ่านไป 2-3 ปีแล้ว ก็สบายขึ้นแน่นอน และผมคิดว่าคนไข้ได้กลับไปเรียนไปใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้วครับ…”
หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรณีของ “น้องสายน้ำ” จะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ท่านผู้ปกครอง ที่มีบุตรหลานเติบโตขึ้นมาพร้อมกับภาวะ “กระดูกสันหลังคดงอเกินเกณฑ์มาตรฐาน” จะได้มีข้อมูลเพื่อเป็น “ทางเลือก” เมื่อไม่เห็นว่าจะมีหนทางเยียวยารักษาด้วยวิธีอื่นใดนอกจาก “ผ่าตัดจัดกระดูก” ให้คืนสู่ความสมดุล โดยไม่ไปสร้างปัญหาต่อการใช้ชีวิตของบุตรหลานเมื่อมีวัยสูงมากขึ้นในวันข้างหน้า… ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ จาก “โรงพยาบาลธนบุรี” ครับ
หมอหน้าเดิม




