นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังการหารือและชี้แจงข้อมูลประเทศไทยต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จนนำมาสู่การประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ว่า สิ่งที่มูดี้ส์กังวล ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หรือปัญหาตัวเลขหนี้สาธารณะ
แต่คำถามสำคัญที่มูดี้ส์จี้จุดและต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลคือ ประเทศไทยจะเอาอะไรมาทำให้เศรษฐกิจโต เพราะหากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ไม่เติบโต สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็ย่อมพุ่งสูงขึ้นอยู่ดีแม้จะไม่ได้กู้เงินเพิ่มก็ตาม
“ได้ชี้แจงกับมูดี้ส์อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุจุดยืนของผมในฐานะเทคโนแครต ที่ผ่านประสบการณ์ทั้งจากกระทรวงการคลังและภาคเอกชน เพื่อยืนยันว่ากลไกหลักที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนจีดีพีให้ฟื้นตัว คือการผลักดัน การลงทุน เป็นหลัก ไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างโครงการคนละครึ่ง สิ่งที่ผมทำให้เห็นคือการดึงตัวเลขจีดีพีจาก 0.3% ขึ้นมา 2.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 คุณไปดูไส้ในที่ผมทำ คือผมดันตัว การลงทุนเป็นตัวที่ดันให้จีดีพีโต ไม่ใช่โครงการคนละครึ่งที่ทำให้โต”
นายเอกนิติ ยังได้นำเสนอตัวเลขเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน โดยระบุว่าตัวเลขการลงทุนของภาครัฐในขณะนี้เติบโตขึ้นถึง 13% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 8% ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี
นอกจากนี้ ยังมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ ผ่านกลไกฟาสต์พาส ซึ่งมียอดคำขอส่งเสริมการลงทุนในไตรมาสแรกสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขเหล่านี้คืออนาคตของประเทศ รวมไปถึงการรักษาวินัยทางการคลังและการเร่งคืนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยทำให้สถาบันจัดอันดับ เอสแอนด์พี มีมุมมองที่เชื่อมั่นต่อไทยมาแล้ว
“ก่อนหน้าที่จะทราบผลการประเมินจากมูดี้ส์นั้น ได้ไปร่วมประชุมไอเอ็มเอฟ-เวิล์ดแบงก์ สปริง มีทติ้ง 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ที่สหรัฐอเมริกา ได้ประเมินสถานการณ์บนความเสี่ยงสูงสุด โดยได้โทรศัพท์รายงานต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ล่วงหน้าว่า ขอให้เตรียมใจรับสถานการณ์ที่ประเทศอาจถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ โดยบอกท่านนายกฯ ว่า ท่านต้องทำใจไว้นะครับ อาจจะโดนดาวน์เกรด แต่ก็บอกว่าถ้าถูกดาวน์เกรดกระทบไหม ก็ไม่กระทบเพราะเรากู้ในประเทศเป็นหลัก ท้ายที่สุดผลออกมาผล มูดี้ส์เกิดความเชื่อมั่นและประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ได้ในที่สุด ซึ่งตอนมูดี้ส์ประกาศผล ตนเองยังหลับอยู่ด้วยซ้ำเพราะเจ็ทแล็กเนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับถึงไทย”



