การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูงในประเทศไทย มักมาพร้อมกับคำถามและข้อจำกัดมากมายที่ว่า “มันเป็นไปไม่ได้” แต่หากไม่มีการเริ่มต้นนับหนึ่ง อุปสรรคและปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ถูกค้นพบ และการพัฒนาจะไม่มีวันเกิดขึ้น นี่จึงเป็นที่มาของโครงการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็น “ครั้งแรกของประเทศไทย” ที่มีการนำเข้าไข่ปลาแซลมอนสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาศึกษาวิจัยอย่างเป็นทางการ
“จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ค่อนข้างเล็ก โดยนักวิจัยได้นำเข้าไข่ปลาแซลมอนมาเพียง 20,000 ฟอง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากสำหรับการทดลอง และเมื่อลูกปลาเจริญเติบโตขึ้นจนมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น ภายใต้ระบบการเลี้ยงที่มีขนาดจำกัด “รศ.ดร.วราห์ เทพาหุดี ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีมวิจัยบอกถึงที่มาของการทำวิจัยเรื่องการเลี้ยงปลาแซลมอนในประเทศไทย

คาดการณ์ว่าจะเหลือปลาที่สมบูรณ์ต่ำกว่า 5,000 ตัว อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองในขั้นแรกนับว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง โดยมีอัตราการฟักไข่สูงถึง 99% ปัจจุบัน (อายุประมาณ 1 เดือน) ลูกปลาอยู่ในระยะที่เรียกว่า “อลีวิน” (Alevin) ซึ่งเป็นระยะที่ลูกปลาจะยังไม่กินอาหารภายนอก แต่จะดำรงชีวิตด้วยการดูดซึมสารอาหารจากถุงไข่แดง (Yolk sac) ที่ติดอยู่กับตัว โดยคาดว่าภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ถุงไข่แดงนี้จะยุบลง และลูกปลาจะเริ่มเข้าสู่ระยะกิน

เนื่องจากเป็นการทดลองขนาดเล็ก ฟาร์มต่างประเทศจึงไม่มีการจำหน่ายอาหารสูตรสำเร็จสำหรับปลาแซลมอนให้ ทีมวิจัยจึงต้องประยุกต์ใช้ประสบการณ์เดิมจากการเลี้ยงปลาเทราต์ (Trout) ซึ่งเป็นปลาในวงศ์เดียวกัน (Salmonidae) โดยจะเลี้ยงด้วยอาหารมีชีวิตขนาดเล็กอย่างลูกอาร์ทีเมียฟัก ร่วมกับอาหารกุ้งและอาหารกบขนาดเล็กที่นำมาบดละเอียด
“วงจรชีวิตของปลาแซลมอนเป็นปลา 2 น้ำ ช่วงแรกเกิดจะอาศัยอยู่ในน้ำจืดและจะย้ายไปเติบโตในน้ำเค็มเมื่ออายุประมาณ 1.5 ถึง 2 ปี สำหรับการทดลองในอาคารวิจัยช่วง 1 ปีแรกนี้ จะเป็นการเลี้ยงในน้ำจืดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เย็นจัดอยู่เสมอที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียส ผ่านระบบทำความเย็นที่เรียกว่า “ชิลเลอร์” (Chiller)”

จุดอ่อนสำคัญของการเลี้ยงปลาเมืองหนาวในประเทศเขตร้อนคือ “ต้นทุนค่าไฟฟ้ามหาศาล” แต่โครงการนี้ได้มองหาแนวทางแก้ไขด้วยการนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เข้ามาช่วยเสริม ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทลายข้อจำกัดด้านต้นทุนพลังงานลงได้ ส่วนโครงสร้างของบ่อวิจัยนั้น จะใช้บ่อที่มีความลึกประมาณ 1 ถึง 1.5 เมตร ตามหลักการผลิตน้ำทั่วไป และจำกัดความหนาแน่นในระยะเติบโตไว้เพียงถังละ 200–300 ตัวเท่านั้น
หัวหน้าทีมวิจัย บอกอีกว่า แต่สิ่งสำคัญที่ทีมวิจัยที่จะลืมไม่ได้ คือ ปลาแซลมอนถือเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น (Alien Species) เช่นเดียวกับปลาหมอคางดำ การดำเนินงานทุกขั้นตอนจึงต้องผ่านการขออนุญาตจากกรมประมงและคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด โครงการนี้มีระยะเวลาศึกษา 1 ปี คาดว่าปลาจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 100–300 กรัม หากจะไปต่อในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (ขนาดบริโภค 3–4 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงถึง 3 ปีครึ่ง) จะต้องขออนุญาตเพื่อทดลองเลี้ยงในน้ำเค็มต่อไป แต่หากโครงการนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ทดลองต่อ ตามข้อกฎหมายจะต้องทำการทำลายปลาทั้งหมดเพื่อป้องกันการหลุดรอดสู่ธรรมชาติ
แม้ว่าในปัจจุบัน การเลี้ยงปลาแซลมอนเชิงพาณิชย์ในไทยอาจเป็นไปได้ยากและจำกัดอยู่แค่บางบริษัทที่มีศักยภาพสูง แต่อย่างน้อยการเริ่มต้นวิจัยในครั้งนี้ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็นอุปสรรค และเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา ไม่แน่ว่าในอนาคต ประเทศไทยอาจสามารถพัฒนาสายพันธุ์ปลาแซลมอนที่ทนน้ำอุ่นได้ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคงไม่ใช่การพึ่งพาตนเองได้ 100% แต่เป็นการ “เรียนรู้เพื่อลดการนำเข้าบางส่วน” และสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่ใจกลางวงการประมงไทยในท้ายที่สุด



