เข้าสู่โหมดเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองต่างขับเคี่ยวประชันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนโยบายหาเสียงกับประชาชนอย่างเข้มข้น ในส่วนของ “พรรคส้ม” การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ถือเป็นสมรภูมิใหญ่ครั้งแรกภายใต้การนำของ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ท่ามกลางนิติสงครามที่ยังไม่จบ และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายตรงข้ามที่ซัดกระหน่ำ เชิญติดตามว่า “หัวหน้าเท้ง” จะพาพรรคสู้ศึกเลือกตั้งรอบนี้อย่างไร
โดย “ณัฐพงษ์”เปิดประเด็นจากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคพรรคก้าวไกล แต่ก็ยอมรับว่ายังมีบางส่วนที่ไม่เข้าใจแนวคิดของพรรค และตั้งคำถามในประเด็นที่ปรากฏตามหน้าสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบทบาทของกองทัพ หรือข้อครหาว่าพรรคให้ความสำคัญกับการแก้รัฐธรรมนูญมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง
“ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดี เพราะการลงพื้นที่ทำให้ผมในฐานะหัวหน้าพรรคได้อธิบาย ทำความเข้าใจกับประชาชนโดยตรง ว่าจริง ๆ แล้วพรรคประชาชนมองปัญหาเหล่านี้อย่างไร และมีคำตอบอย่างไรต่ออนาคตประเทศ”

@ในส่วนของพรรคมีการประกาศแคมเปญ “รัฐบาลประชาชน” รายละเอียดเป็นอย่างไร
คำว่า “รัฐบาลประชาชน” ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลของพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว แต่คือรัฐบาลที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง เป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความยึดโยงกับประชาชน
“ภารกิจของพรรคประชาชนคือการจัดตั้งรัฐบาลที่เรามั่นใจว่าเราสามารถกำกับทิศทางได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่เดินตามนิยามของรัฐบาลประชาชนอย่างแท้จริง” ปัญหาหลักของประเทศในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ความไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำในสังคม และเศรษฐกิจที่ไม่เท่าทันโลก จึงเป็นที่มาของสโลแกน “ประเทศที่ไม่มีสีเทา ประเทศที่เท่าเทียม และประเทศที่เท่าทันโลก” ซึ่งกลายเป็นแกนหลักของการหาเสียงครั้งนี้

@ ใน 200 กว่านโยบาย มีนโยบายใดที่เป็นเรือธงจริงๆ ของพรรคประชาชน
ผมมองว่าในเวลานี้ไม่ควรเริ่มต้นที่การพูดถึงตัวเลข 200 นโยบาย เพราะหลายเรื่องต้องใช้งบประมาณ และต้องอาศัยความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับโครงสร้างอำนาจเดิม ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากการทำให้การเมืองสะอาด ไม่มีสีเทา นักการเมืองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ยึดโยงกับทุนเทาหรือโครงสร้างอำนาจเดิม ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหนก็ไม่มีทางทำได้จริง ดังนั้นนโยบายที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการทำให้การเมืองโปร่งใส และคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะนี่ คือ รากฐานของนโยบายทั้งหมด

@หากพรรคประชาชนยังไม่ได้เสียงชนะขาดที่จะสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ มีเกณฑ์อย่างไรในการเชิญพรรคอื่นมาร่วมตั้งรัฐบาล เส้นแบ่งในเรื่องสีเทาของพรรคประชาชนคืออะไร
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือเรื่องของคนที่เข้าสู่อำนาจ หรือคนที่จะไปดำรงตำแหน่งอยู่ในฝ่ายบริหาร หรือ ครม. ต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย หรือมีข่าวที่เชื่อได้ว่ามีส่วนพัวพันกับเรื่องสีเทา ถามว่าเรื่องสีเทามีอะไรบ้างนั้น ยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย เครือข่ายสแกมเมอร์ การทุจริตคอร์รัปชั่น ประวัติในอดีตที่ผ่านมา ถ้ามีประวัติแบบนี้ เรามีหลักการที่ว่าคนที่เป็นนักการเมืองต้องมีความรับผิดรับชอบทางการเมืองที่สูงกว่าความรับผิดรับชอบทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมถึงที่สิ้นสุดก่อน คุณต้องแสดงความรับผิดรับชอบทางการเมืองได้ก่อนหน้านั้น ดังนั้นอย่างแรกเส้นแบ่งความเป็นสีเทาของเราคือเรื่องนี้
ถ้าจะมีการร่วมรัฐบาลที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำรัฐบาลจริง หนึ่งเราต้องเชื่อมั่นได้ว่าเราสามารถกำกับทิศทางพรรคร่วมได้จริง เสียงในสภาเราต้องเข้มแข็งมากพอ กำกับได้แล้ว เงื่อนไขของการที่จะมาร่วมรัฐบาลต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ว่าคนที่คุณจะส่งมาเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวง ต้องเป็นคนที่เข้าไปทำภารกิจร่วมกันของนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ที่ผ่านมาเรามีปัญหาว่านโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นเหมือนคำพูดทำไปเป็นพิธีกรรมตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ถึงเวลาทำจริง ต่างคนต่างทำ แบ่งไปตามโควตา มุ้งไหนอยู่ตรงไหนก็ว่าไป แล้วพอถึงเวลาขับเคลื่อนนโยบายไม่ได้ก็ไปชี้นิ้วว่ากัน กระทรวงนั้นฉันไม่ได้คุม มันพูดแบบนี้ไม่ได้
นายกรัฐมนตรีในฐานะที่คุณเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ต้องกำกับรัฐมนตรีได้ทุกกระทรวง ถึงแม้เขามาต่างพรรค ดังนั้นเงื่อนไขอย่างที่สอง นอกจากไม่มีเรื่องเทาๆ เข้ามาเป็นรัฐบาลได้แล้ว คุณต้องยอมรับวาระร่วมกัน ว่านี่คือวาระที่คุณต้องผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าตกลงหรือยอมรับร่วมกันไม่ได้ ก็ร่วมรัฐบาลกันไม่ได้

@ ที่ผ่านมานายณัฐพงษ์เคยให้สัมภาษณ์ไม่จับมือพรรคกล้าธรรม ไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ในส่วนพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสจับมือกันได้หรือไม่
พรรคประชาชนเปิดกว้างกับทุกพรรคที่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว แต่ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าพรรคอื่น รวมถึงพรรคภูมิใจไทย จะมาโหวตให้แคนดิเดตของพรรคประชาชนเป็นนายกฯ เราก็ยินดี หัวใจอยู่ที่การกำกับทิศทางรัฐบาลได้จริง

@หากมองข้ามไปหลังเลือกตั้งแล้วได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 นโยบาย 200 กว่าข้อมีเรื่องใดที่จะทำเป็นอันดับแรก
ต้องยอมรับว่าความรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังต่อการเมือง คือ ปัญหาใหญ่ของประชาชน สิ่งแรกที่พรรคจะทำ คือ การเปิดแผนงานอย่างโปร่งใส ว่า 100 วันแรก 1 ปีแรก และ 4 ปี จะทำอะไรบ้าง พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างนโยบายค่าแรง พรรคประชาชนเลือกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใน 100 วันแรกจะปรับฐานค่าแรงขึ้นทันที 4% ตามบริบทพื้นที่ คิดเป็น 350–420 บาท เพื่อสร้างระบบค่าแรงที่เป็นธรรมและยั่งยืน พร้อมมาตรการดูแลผู้ประกอบการควบคู่กัน

@ขณะนี้มีทีม ครม.เตรียมพร้อมเปิดตัวครบแล้วหรือไม่
ในวันที่ 11 ม.ค.จะเปิดตัว “ทีมบริหาร” ไม่ใช่เฉพาะว่าที่รัฐมนตรี แต่เป็นคีย์เพลเยอร์ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศ โดยจะเปิดตัวบางส่วนก่อน ผ่านรายการพิเศษ The Professionals เพื่อให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ของทีมงาน การเลือกสามย่านมิตรทาวน์เป็นสถานที่เปิดตัว เพราะเป็นจุดเชิงสัญลักษณ์จากการเลือกตั้งปี 2566 ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เคยปราศรัย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคก้าวไกล “เรากลับไปที่จุดเดิม เพื่อส่งสัญญาณว่าพรรคประชาชนพร้อมแล้วที่จะบริหารประเทศ” ทั้งนี้ นายพิธาและอดีตแกนนำที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จะยังมีบทบาทในฐานะผู้ช่วยหาเสียงและทีมงานเบื้องหลังของพรรคอย่างเต็มที่ด้วย.



