หลังช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองซึ่งหนีไม่พ้นงานเลี้ยงใหญ่และการกินแบบไม่อั้น หลายคนมักมองหาวิธีที่ “รีเซ็ต” ร่างกายเสียใหม่และมีจำนวนไม่น้อยที่หันไปหาการ “ดีท็อกซ์” หรือ “ล้างพิษ” ให้ร่างกาย
ร่องรอยและข้อมูลจากประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์สนใจเรื่องการล้างพิษนี้มานาน แต่กรรมวิธีในอดีตหลายวิธีดูเหลือเชื่อและแฝงไปด้วยอันตราย ตั้งแต่การสวนทวารด้วยโยเกิร์ต หรือการล้างพิษด้วยองุ่นที่อ้างว่า ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ แต่ไร้หลักฐานรองรับ
จิอานา ดิมาเรีย ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการยังเตือนว่า การล้างพิษด้วยวิธีงดอาหารหรือจำกัดเวลากิน (Fasting) แบบสุดโต่งอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ขาดสารอาหาร และเสียสมดุลเกลือแร่ อันที่จริง ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ การเชื่อว่าเราต้อง “ช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ” ทั้งที่จริงแล้ว “ตับ” ของเราทำหน้าที่ล้างพิษให้ร่างกายอยู่ตลอดเวลาแม้ขณะหลับ
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการล้างพิษ 6 แบบที่ประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีตั้งแต่การกินพยาธิตัวตืดไปจนถึงการดื่มบอแรกซ์ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติลงเอยด้วยการทำลายระบบย่อยอาหารและสุขภาพอย่างถาวร แทนที่จะได้เริ่มต้นปรับสภาพร่างกายเพื่อสุขภาพดี
1. กำจัดแคลอรีด้วยพยาธิตัวตืด

การใช้พยาธิตัวตืดช่วยกำจัดพลังงานส่วนเกินมีต้นกำเนิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หรือยุควิกตอเรีย วิธีการนี้คือการกลืนยาเม็ดหรือแคปซูลที่บรรจุไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไป โดยหวังว่าปรสิตจะฟักตัวและเติบโตภายในลำไส้ คอยจับกินแคลอรี่ “ส่วนเกิน” ในอาหาร ผลที่ได้ก็คือ ภาวะขาดสารอาหารรุนแรง โลหิตจาง การติดเชื้อ และผู้ที่โชคร้ายที่สุดอาจเสียชีวิต ยังไม่นับการรักษาที่ต้องใช้วิธีสอดท่อลงไปในลำคอพร้อมเหยื่อล่อให้พยาธิเลื้อยออกมา
2. สวนทวารรักษาโรค
การสวนทวารหรือการฉีดของเหลวเข้าไปในทวารหนักเพื่อกระตุ้นการขับถ่ายและล้างลำไส้ใหญ่ส่วนล่างนั้น มีประวัติย้อนไปได้ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ยุคนั้นจะลงแช่ในแม่น้ำไนล์และใช้ต้นกกที่มีรูกลวงเพื่อนำน้ำเข้าสู่ร่างกายทางทวารหนัก ตำราแพทย์อียิปต์โบราณยังบรรยายถึงการฉีดของเหลวด้วยต้นกกที่ติดกับถุงหนังสัตว์หรือกระเพาะปัสสาวะสัตว์
ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษที่ 20 นักสุขศาสตร์ ชาร์ลส์ เอ. ไทร์เรลล์ พัฒนาอุปกรณ์ที่เรียกว่า “J.B.L. Cascade” ขึ้นมา ผู้ปฏิบัติจะต้องนั่งทับบนถุงยางที่บรรจุ “น้ำยาฆ่าเชื้อ” เพื่อบรรเทาการอุดตันของลำไส้และรักษาอาการไส้ติ่งอักเสบ ไข้ไทฟอยด์ อัมพาต และโรคไขข้อ
แน่นอนว่า แพทย์อาจใช้การสวนทวารเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกรุนแรงและเตรียมลำไส้ก่อนการส่องกล้อง แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าการสวนทวารช่วยกำจัดสารพิษหรือขจัดโรคออกจากร่างกายได้

3. การอาบบอแรกซ์
วิธีนี้จะใช้ บอแรกซ์ ซึ่งปกติใช้ทำความสะอาดหรือผสมกับผงซักฟอก มาผสมในน้ำ กาแฟ หรือน้ำปั่น แล้วดื่มเพื่อลดการอักเสบ อาการปวดข้อ และลดการสะสมของฟลูออไรด์ที่ตกค้างในร่างกาย เทรนด์จากติ๊กต็อกนี้โด่งดังมากในปี 2566 หลายคนลงไปแช่ตัวในสารบอแรกซ์โดยเชื่อว่าจะช่วยกำจัดโลหะหนัก รังสี ปรสิต และสารพิษ
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการกินบอแรกซ์อาจทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติอย่างรุนแรง ไตวาย และแม้กระทั่งเสียชีวิต ในขณะที่การอาบน้ำด้วยสารนี้อาจทำให้เกิดผื่นคันรุนแรง และผิวหนังลอก
4. ผงถ่านล้างพิษ
มีการใช้ผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) ทางการแพทย์มานานแล้วในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษหรือกินยาเกินขนาด เพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้ทางเดินอาหารดูดซึมสารพิษบางชนิดได้ ผงถ่านกัมมันต์เริ่มเป็นที่นิยมในฐานะสาร “ล้างพิษ” ในปี 2557 เมื่อ กวินเน็ธ พัลโทรว์ ออกมาสนับสนุนน้ำเลมอนผสมผงถ่านจากร้านน้ำปั่นในแอลเอว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการล้างพิษ
ไม่นานนัก ก็มีกระแสการใส่ผงถ่านกัมมันต์ลงไปในทุกอย่าง ตั้งแต่มัตจะลาเต้ ไอศกรีม ไปจนถึงครัวซองต์
แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของผงถ่านกัมมันต์ก็คือ มันไม่เพียงแต่ดักจับสารพิษและยาพิษเท่านั้น แต่มันยังดักจับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหารเมื่อบริโภคไปนานๆ
5. ลดน้ำหนักด้วยซุปกะหล่ำปลี
แม้ซุปกะหล่ำปลีรสชาติแย่ที่มีไฟเบอร์สูงและน้ำในปริมาณที่มากเกินไปนี้เป็นสูตรที่นิยมใช้ในการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนช่วงยุคทศวรรษที่ 80 – 90 โดยเชื่อว่าจะช่วย “ล้าง” ระบบย่อยอาหารโดยการขับน้ำ ลดอาการท้องอืด และส่งเสริมการขับถ่าย
ซุปกะหล่ำปลีสามารถช่วยให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วได้จริง แต่ในระยะยาวอาจทำให้เกิดแก๊สในท้อง เป็นตะคริว อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และขาดสารอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำหนักที่หายไปจากการกินซุปนี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงน้ำหนักของน้ำ ไม่ใช่การลดไขมันที่สะสมอยู่ในช่องท้องหรือรอบๆ อวัยวะภายใน
6. น้ำล้างพิษมาสเตอร์คลีนซ์
การใช้น้ำล้างพิษมาสเตอร์คลีนซ์ (Master Cleanse)อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีล้างพิษที่มีชื่อเสียงที่สุด น้ำล้างพิษนี้คือส่วนผสมของน้ำเลมอน, เมเปิลไซรัป, น้ำเปล่า และพริกป่นปาปริก้า ซึ่งจะต้องดื่มติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน เพื่อบังคับให้ร่างกายขับของเสียออกมา
แผนการกินแบบสุดโต่งนี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940 โดย สแตนลีย์ เบอร์โรห์ส นักบำบัดธรรมชาติ แต่กลับได้รับความนิยมในอีกหลายทศวรรษต่อมา เมื่อศิลปินสาว “บียอนเซ่” บอก “โอปราห์ วินฟรีย์” พิธีกรชื่อดัง ว่าเธอใช้สูตรนี้เพื่อลดน้ำหนัก 20 ปอนด์ (ราว 9 กก.) ในเวลาเพียงสองสัปดาห์ เพื่อเตรียมตัวแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Dreamgirls” ในปี 2549 นอกจากนี้ยังมีคนดังอย่าง แอชตัน คุชเชอร์, เดมี มัวร์, กวินเน็ธ พัลโทรว์ ต่างก็ยอมรับว่าเคยใช้สูตรเครื่องดื่มนี้เช่นกัน
แต่สุดท้ายแล้ว วิธีที่ดีกว่าคือการค่อยๆ พัฒนาพฤติกรรมเชิงสุขภาพที่ยั่งยืนที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของร่างกาย แทนที่จะใช้วิธีจำกัดสารอาหารอย่างรุนแรง นักโภชนาการดิมาเรียกล่าวว่า “นิสัยที่ดีต่อสุขภาพได้แก่ การเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ (ธัญพืชเต็มเมล็ด, ผลไม้, ผัก, พืชตระกูลถั่ว) ในขณะที่ลดสัดส่วนของน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหาร รวมทั้งลดอาหารทอด และอาหารสำเร็จรูป”
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



