เป้าหมายปลายทาง…ก็คือ การเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล คณะที่ 66 ของไทย ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อให้ก้าวเดินหน้าต่อไปให้ได้ แม้ว่าจะแฝงไว้ด้วยประโยชน์และอำนาจ! ก็ตาม
ยิ่งใกล้กำหนดวันเลือกตั้งฯ วันอาทิตย์ ที่ 8 ก.พ.69 การเดินสายหาเสียงของทุกพรรคการเมือง ยิ่งเข้มข้น! ยิ่งดุเดือด! ต่างคนต่างปล่อยหมัดเด็ด ปล่อยแคมเปญกระชากใจ หวังโกยคะแนนเสียงต่อเนื่อง
ที่สำคัญ! แต่ละพรรค ยังคงเน้นนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง “แบบประชานิยม” แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการเสนอแก้ไขโครงสร้างระยะยาว
ทั้งที่บรรดา “กูรู-กูรู้” ต่างออกมาชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของประเทศท่ามกลางมรสุม ที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และยังถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี
บรรดาสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ทั้งของรัฐและเอกชน ต่างประเมินถึงความเสี่ยงในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้จะเติบโตได้เพียง 1.5-1.6% เท่านั้น
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญในการบริหารประเทศ ในเวลานี้ หนีไม่พ้นเรื่องของ “งบประมาณ” เพราะทุกวันนี้ปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมาบริหารประเทศ
สถานการณ์การกู้เงินมาบริหารประเทศ แม้ไม่ได้ผิดแปลกแหวกแนวอะไร แต่การ “กู้เงิน” เกิดขึ้นติดต่อกันมานานถึง 19 ปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ในปีงบประมาณ 2569 มีการขาดดุลงบประมาณ 865,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับขาดดุลสูงสุดในรอบ 19 ปี ผลคือทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี พุ่งจาก 40% ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็น 66.93% ในปี 2568 และคาดว่าจะแตะเพดาน 70% ภายใน 2 ปี หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 3.5%
ยิ่งกว่านั้น!! ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะอาจเกิน 10% ของรายได้สุทธิภายใน 2 ปี ซึ่งในงบประมาณในส่วนของรายจ่ายชำระหนี้ปรากฏว่าเป็นการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น
ขณะที่งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความเห็นชอบไว้อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% และยังเป็นงบประมาณขาดดุล 788,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ 3 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะคงค้าง 69.36% และจีดีพีอยู่ที่ 20.83 ล้านล้านบาท
จึงเป็นที่มา…ของเสียงเตือนจากบรรดานักวิชาการกันอีกรอบ ว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่มากเกินไป ยิ่งทำให้ฐานะการคลังของประเทศ “เสี่ยง” มากขึ้น และอาจนำไปสู่การลดเครดิตของประเทศในอนาคตได้
ทั้ง “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ชี้ให้เห็นว่า ฐานะการคลังของไทยอ่อนแอกว่าประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (BBB+/Baa1) จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มเร็วและการคลังขาดดุลต่อเนื่อง
แม้การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะสั้น อาจทำให้ไทยยังไม่เข้าสู่วิกฤตการคลังในทันที แต่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ จะกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและความน่าสนใจในการลงทุน
ขณะที่ “สมชัย จิตสุชน” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ที่มองไว้ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยใช้นโยบายขาดดุลการคลังในระดับสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เห็นได้จากการขาดดุลเฉลี่ยเกิน 3% ของจีดีพี
ขณะเดียวกันก็มีการใช้พื้นที่การคลังอย่างมาก ทั้งจากวิกฟติที่เกิดขึ้น ทั้งจากนโยบายที่ปราศจากความรัฐผิดชอบทางการคลัง ทั้งเรื่องของการแจกเงิน ทั้งเรื่องของการใช้งบฯล้างท่อ การก่อสร้างที่ไร้ความจำเป็นในสารพัดโครงการ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอ
หากแนวโน้มยังเดินหน้ากันต่อแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังเพิ่มสูงขึ้นจนยากที่จะแก้ไข จนทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งแสดงความกังวล
ด้วยเหตุนี้…จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลชุดที่จะเข้ามาใหม่ ต้องทำให้ฐานะการคลังดีขึ้น ที่ต้องทำอย่างจริงจัง ต้องเร่งด่วน และต้องทันกับสถานการณ์
ในยามนี้ยามที่เศรษฐกิจยังไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนดั่งเก่าก่อน การใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ถือเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก
เพราะ! หากเพลิดเพลิน กับการใช้นโยบายประชานิยม ด้วยหวังได้คะแนนเสียงข้างมากเพื่อนำไปสู่การบริหารประเทศ สุดท้ายปัญหาทั้งหมดจะตกมาอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



