บรรดานักเคลื่อนไหวคัดค้านประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ของอินโดนีเซีย ซึ่งห้ามการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส และการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยระบุว่า กฎหมายดังกล่าวคุกคามสิทธิ และมอบอำนาจอันกว้างขวางให้แก่ทางการ อีกทั้งมีการตรวจสอบน้อยมาก


รัฐบาลจาการ์ตาเฉลิมฉลองกรอบกฎหมายใหม่นี้ ซึ่งเข้ามาแทนที่ประมวลกฎหมายอาญาในยุคอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา และยืนกรานว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดเสรีภาพ


อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา พยายามต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎหมายครั้งใหญ่ โดยบางคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอินโดนีเซียแล้ว


“กฎหมายใหม่ถือเป็น ‘ภัยคุกคามร้ายแรง’ ต่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพพลเมืองถูกคุกคามมากขึ้นจากการกำหนดความผิดอาญาในวงกว้าง ขณะที่สิทธิของผู้ต้องสงสัยและกลุ่มเปราะบาง อาจถูกละเลย” นายอุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการบริหารของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย กล่าว


อนึ่ง อดีตประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ลงนามแก้ไขกฎหมายเมื่อสามปีก่อน ส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งพล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนปัจจุบัน ให้สัตยาบันเมื่อเดือนที่แล้ว ก็มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 ม.ค. เช่นกัน


ศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซีย เริ่มพิจารณาคำร้องที่คัดค้านประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทางการโต้แย้งว่ามีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอแล้ว รวมถึงยกย่องว่าเป็น “ก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์” สำหรับอินโดนีเซีย ในการยกเลิกระบบการลงโทษที่สืบทอดมาจากยุคอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อ 80 ปีก่อน


ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ ความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส ถูกกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญา และมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี อีกทั้งการอยู่ร่วมกันของคู่รักที่ไม่ได้แต่งงาน อาจทำให้ผู้กระทำความผิดถูกจำคุกสูงสุด 6 เดือน แต่ถึงอย่างนั้น เฉพาะคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถแจ้งความได้


บทบัญญัติอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ยังรวมถึงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ฐานดูหมิ่นหรือใส่ร้ายประธานาธิบดี หรือรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ซึ่งแม้ประมวลกฎหมายระบุว่า ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเท่านั้นที่สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ แต่นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า กฎหมายนี้จะปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ


อีกด้านหนึ่ง บรรดานักวิจารณ์เตือนว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งวางกรอบการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มอบอำนาจอันกว้างขวางให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีการตรวจสอบน้อยมาก


“ในตอนนี้ ตำรวจมีอำนาจมากขึ้นในการยึดหลักฐานโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล และจับกุมผู้คน” นายอันเดรียส ฮาร์โซโน นักวิจัยขององค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรตส์ วอตช์” (เอชอาร์ดับเบิลยู) ในอินโดนีเซีย กล่าวเพิ่มเติม


ทั้งนี้ อุสมานเรียกร้องให้รัฐบาลจาการ์ตายกเลิกประมวลกฎหมายฉบับใหม่นี้ โดยกล่าวว่า มันเป็นจุดต่ำสุดของหลักนิติธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซีย


“กฎระเบียบใหม่ยิ่งสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเผด็จการมากขึ้น ด้วยการขยายอำนาจของตำรวจอย่างเกินควร โดยปราศจากกลไกการกำกับดูแลทางตุลาการที่เพียงพอ ซึ่งบ่อยทำลายหลักการตรวจสอบและการถ่วงดุล” อุสมาน กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS