“ขับอยู่ดีๆ ไฟรูปเครื่องยนต์ก็สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าปัด!” วินาทีนั้นหลายคนคงเหงื่อตก กลัวว่าเครื่องจะพังหรือต้องเสียเงินก้อนโต แต่รู้ไหมครับว่าบ่อยครั้ง “จำเลย” ของเรื่องนี้ไม่ใช่เครื่องยนต์ทั้งลูก แต่เป็นเจ้าอุปกรณ์ตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า “O2 Sensor” (ออกซิเจนเซ็นเซอร์) นั่นเอง
วันนี้ “รู้ก่อนเหยียบ” จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ว่ามันมีหน้าที่อะไร และทำไมเราถึงไม่ควรละเลยเมื่อมันเริ่มส่งสัญญาณเตือนครับ
O2 Sensor คืออะไร?
ถ้าเครื่องยนต์คือหัวใจ O2 Sensor ก็เปรียบเสมือน “จมูก” ครับ มันถูกติดตั้งไว้ที่ท่อไอเสียเพื่อคอย “ดม” ว่าก๊าซไอเสียที่ปล่อยออกมามีออกซิเจนหลงเหลืออยู่เท่าไหร่
โดยปกติเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ได้สมบูรณ์จะเหลือออกซิเจนออกมาเพียง 1-2% เท่านั้น เจ้าเซ็นเซอร์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปบอก “สมองกล” หรือกล่อง ECU ว่าตอนนี้รถกินน้ำมันมากไป (หนา) หรือน้อยไป (บาง) เพื่อให้กล่องสั่งจ่ายน้ำมันได้แม่นยำที่สุด ผลที่ได้คือ ประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ นั่นเองครับ
5 อาการฟ้อง! เมื่อ O2 Sensor เริ่มงอแง
1.กินน้ำมันดุขึ้น
อยู่ดีๆ รถที่เคยประหยัดน้ำมันกลับกินจุผิดปกติ เพราะกล่อง ECU คำนวณการจ่ายน้ำมันพลาด
2.เครื่องอืด วิ่งไม่ออก
กำลังเครื่องยนต์ตก เร่งไม่ขึ้นเหมือนเดิม
3.ไอเสียเหม็นคลุ้ง
มีกลิ่นน้ำมันเหม็นผิดปกติออกมาจากท่อไอเสีย เพราะการเผาไหม้ไม่หมด
4.ไฟรูปเครื่องยนต์โชว์
ระยะแรกอาจจะมาๆ หายๆ ตอนใช้ความเร็วสูง แต่ถ้าหนักเข้าจะสว่างค้างไม่ยอมดับ
5.อายุการใช้งาน
ส่วนใหญ่ผู้ผลิตแนะนำให้ตรวจเช็กทุกๆ 30,000 กิโลเมตร ครับ
ทางเลือกในการเปลี่ยน แบบไหนให้คุ้มค่า?
-ของใหม่แท้เบิกศูนย์
ราคาสูงที่สุด (หลักพันกลางๆ ถึงปลายๆ) แต่ได้ความชัวร์และรับประกันนานที่สุด จบปัญหาได้แน่นอน
-ของใหม่เกรดทดแทน (OEM)
ราคาถูกลงมาหน่อย แต่ต้องเลือกยี่ห้อที่ไว้ใจได้ เพราะถ้าได้ของไม่ดีมา ค่าแรงดันไฟฟ้าอาจเพี้ยนจนแก้ปัญหาไม่จบ
-ของมือสอง (เชียงกง)
เหมาะสำหรับคนงบน้อยที่อยากได้ของแท้ในราคาประหยัด แต่ตาต้องถึงและควรให้ช่างที่ชำนาญช่วยเลือกครับ
อย่าปล่อยให้ไฟเครื่องยนต์โชว์ค้างนานๆ โดยไม่สนใจนะครับ เพราะ O2 Sensor ที่เสียไม่ได้แค่ทำให้รำคาญใจ แต่มันกำลังทำให้คุณ “จ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นโดยใช่เหตุ” และยังทำร้ายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย..
………………………..
คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ
โดย “ช่างเอก”
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ [email protected]



