ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศสถาปนาองค์กรระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “คณะกรรมการสันติภาพ” หรือ “บอร์ดสันติภาพ” ซึ่งถือเป็นการรุกคืบทางการทูตที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ในฉนวนกาซา แต่ยังถูกวางรากฐานให้เป็นสถาบันทางเลือกที่อาจสั่นคลอนและท้าทายอำนาจนำของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ที่ดำรงอยู่มานานกว่าแปดทศวรรษ

การถือกำเนิดของคณะกรรมการสันติภาพสะท้อนหลักการ “สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง” และแนวคิด “การทูตเชิงธุรกรรม” ที่มุ่งเน้นความคล่องตัวและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่พร้อมสนับสนุนทรัพยากร แทนที่จะพึ่งพาระบบพหุภาคีแบบดั้งเดิมที่ทรัมป์มองว่า ล้มเหลวและใหญ่โตเกินไป

แรกเริ่มเดิมที คณะกรรมการสันติภาพอุบัติขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของสงครามในฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเสนอแผนสันติภาพ 20 ข้อ ของสหรัฐ เมื่อเดือนก.ย. 2568 แผนดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านจากการหยุดยิงชั่วคราวไปสู่การฟื้นฟูบูรณะ และการจัดตั้งธรรมาภิบาลในระยะยาว โดยมีคณะกรรมการสันติภาพทำหน้าที่เป็นแกนกลาง ในการกำกับดูแลยุทธศาสตร์และการระดมทรัพยากรระดับนานาชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และตัวแทนระดับสูงของรัฐบาลอีกราว 20 ประเทศ ร่วมพิธีก่อตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 22 ม.ค. 2569

แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) จะให้การรับรองแผนนี้ผ่านข้อมติที่ 2803 เมื่อเดือนพ.ย. 2568 แต่ข้อมติดังกล่าวกลับเปิดช่องให้มีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อยูเอ็น โดยมีอำนาจในการบริหารจัดการฉนวนกาซาในช่วงเปลี่ยนผ่าน การเคลื่อนไหวนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ “ใช้อำนาจสหประชาชาติเพื่อสร้างองค์กรที่จะมาทำลายสหประชาชาติเอง” เนื่องจากคณะกรรมการสันติภาพได้รับการออกแบบมาให้มีบุคลิกภาพทางกฎหมายระหว่างประเทศที่แยกเอกเทศ และมีประธานาธิบดีสหรัฐนั่งแท่นเป็นประธานถาวร

ในส่วนของการบริหารจัดการฉนวนกาซา โครงสร้างแบ่งออกเป็นคณะกรรมการบริหารระดับสูง คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา ซึ่งเป็นรัฐบาลเทคโนแครตของปาเลสไตน์ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญชาวปาเลสไตน์ 15 คน และกองกำลังสร้างเสถียรภาพนานาชาติ ( ไอเอสเอฟ )

หนึ่งในเงื่อนไขที่สร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่ายมากที่สุด คือเงื่อนไขการเป็นสมาชิกในคณะกรรมการสันติภาพ ตามที่ระบุในกฎบัตร ทรัมป์กำหนดโครงสร้างสมาชิกภาพที่เป็นแบบธุรกรรมอย่างชัดเจน โดยแยกออกเป็นสมาชิกถาวร ซึ่งประเทศที่ต้องการมีส่วนร่วมในระยะยาวและมีอิทธิพลในการตัดสินใจ จะต้องบริจาคเงินจำนวนอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ประมาณ 35,000 ล้านบาท ) เข้าสู่กองทุนของคณะกรรมการสันติภาพภายในปีแรก

สมาชิกชั่วคราว คือประเทศที่ไม่ได้บริจาคเงินตามจำนวนดังกล่าว จะได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งเพียง 3 ปี และการต่ออายุสมาชิกจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งตอนนี้คือ ทรัมป์

แนวทางนี้สะท้อนถึงความเชื่อของทรัมป์ที่ว่า ประเทศซึ่งได้รับประโยชน์จากความปลอดภัยระดับโลกควร “จ่ายส่วนแบ่งที่เป็นธรรม” อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า เรื่องนี้คือการทำลายหลักการ “ความเท่าเทียมกันของอธิปไตย” ( Sovereign Equality ) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎบัตรยูเอ็น และเป็นการเปลี่ยนระเบียบโลกให้กลายเป็นระบบ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” แทนที่จะเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ

คำถามสำคัญยิ่งกว่านั้นที่เกิดขึ้นตามมา คือ คณะกรรมการสันติภาพถือเป็น “ความท้าทาย” ต่อยูเอ็นหรือไม่ ข้อมูลจากพฤติการณ์และการประกาศนโยบายชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการสันติภาพไม่เพียงแต่เป็นองค์กรคู่ขนาน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ข้ามส่วน” และ “ทดแทน” กลไกของสหประชาชาติในหลายมิติ

การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพช่วยให้สหรัฐสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างอิสระ ภายใต้โครงสร้างที่ตนเองควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะมีการอ้างอิงข้อมติที่ 2803 ของยูเอ็นเอสซี เป็นฐานความชอบธรรม แต่คณะกรรมการสันติภาพก็ได้ขยายขอบเขตอำนาจออกไปไกล เกินกว่าที่ยูเอ็นเอสซรีเคยให้อาณัติไว้

คณะกรรมการสันติภาพมีโครงสร้างทางกฎหมายเป็นของตนเอง สามารถลงนามในสัญญา ถือครองทรัพย์สิน และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ สิ่งนี้ทำให้คณะกรรมการสันติภาพกลายเป็นรัฐบาลกึ่งพหุภาคีที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) หรือคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ( ยูเอ็นเอชอาร์ซี )

แม้จุดเริ่มต้นจะอยู่ที่ฉนวนกาซา แต่ทรัมป์ระบุชัดเจนในจดหมายเชิญผู้นำโลกมากกว่า 60 ประเทศว่า คณะกรรมการสันติภาพจะเป็นหน่วยงานหลักในการ “แก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก” ในกฎบัตรใหม่ไม่มีการระบุคำว่า “ฉนวนกาซา” แม้แต่คำเดียว แต่กลับใช้คำว่า “พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง” ทั่วไป นี่คือสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการสร้าง “สหประชาชาติของทรัมป์” เพื่อจัดการปัญหายูเครน ทะเลจีนใต้ หรือความตึงเครียดในอิหร่าน “ตามแนวทางของตัวเอง”

สหรัฐยังคงเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของยูเอ็น โดยคิดเป็น 22% ของงบประมาณปกติ แต่ปัจจุบันสหรัฐ ค้างชำระเงินสมทบถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 46,658.25 ล้านบาท ) การหันไปทุ่มงบประมาณและทรัพยากรให้กับคณะกรรมการสันติภาพแทน จะทำให้ยูเอ็นเผชิญกับวิกฤติทางการเงินที่รุนแรง จนอาจต้องลดขนาดองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่าย

หากมองข้ามคำประกาศที่สวยหรูเกี่ยวกับ “สันติภาพ” และ “ความมั่งคั่ง” คณะกรรมการสันติภาพคือ “การทดลองครั้งสำคัญ” ในการเปลี่ยนความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐ ให้กลายเป็น “กิจการความมั่นคงกึ่งเอกชน”

ทั้งนี้ ยูเอ็นเอสซีมีสิทธิในการ “ถ่ายโอนอำนาจ” ไปให้กับองค์กรภายนอกที่ไม่มีกลไกความรับผิดชอบต่อสหประชาชาติได้หรือไม่ การที่คณะกรรมการสันติภาพมีอำนาจในการกำหนดว่า เมื่อใดชาวปาเลสไตน์จึงจะ “พร้อม” สำหรับการมีรัฐ ถือเป็นการเปลี่ยน “สิทธิอันล่วงละเมิดมิได้” ของปวงชน ให้กลายเป็น “อภิสิทธิ์ที่มีเงื่อนไข” ภายใต้ดุลยพินิจของประธานาธิบดีสหรัฐเพียงผู้เดียว

คณะกรรมการสันติภาพของสหรัฐไม่ได้เป็นเพียงกลไกในการจัดการฉนวนกาซา แต่คือ “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” สำหรับระเบียบโลกพหุภาคีภายใต้การนำของสหประชาชาติ ในรูปแบบที่มนุษยชาติคุ้นเคยตลอด 8 ทศวรรษ แม้ทรัมป์กล่าวว่า คณะกรรมการสันติภาพ “จะทำงานร่วมกัน” กับสหประชาชาติก็ตาม

คณะกรรมการสันติภาพคือสัญลักษณ์ของโลกที่แบ่งแยกออกเป็นขั้วอำนาจเชิงธุรกรรม ที่ซึ่งประเทศต่าง ๆ ไม่ได้รวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์หรือกฎหมายสากล แต่รวมตัวกันภายใต้ “ความมั่งคั่งและความมั่นคง” ที่สามารถเจรจาต่อรองได้

หากคณะกรรมการสันติภาพประสบความสำเร็จในการนำสันติภาพมาสู่กาซา แม้เป็นสันติภาพแบบบีบบังคับ แต่ความชอบธรรมของยูเอ็นล่มสลายลงทันที ในฐานะองค์กรที่ “พูดแต่ไม่ทำ” หรือ “ดีแต่พูด และโลกจะหันไปหาโมเดลของทรัมป์ เพื่อจัดการวิกฤติการณ์อื่น ๆ ทั่วโลก

ความท้าทายที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้นำสหรัฐอีกต่อไป เนื่องจากคณะกรรมการสันติภาพถูกสร้างขึ้นโดยยึดโยงกับตัวบุคคลและอำนาจการเจรจาของทรัมป์เป็นหลัก องค์กรที่ไม่มีรากฐานทางสถาบันที่มั่นคงและขาดการยอมรับจากมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย อาจกลายเป็นเพียง “ระเบิดเวลา” ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งพร้อมจะระเบิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผลประโยชน์ทางการเงินไม่ลงตัว

คณะกรรมการสันติภาพ คือตัวแทนของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่มีความซับซ้อนและไร้ระเบียบ ที่ซึ่งสันติภาพไม่ใช่เพียงอุดมคติที่ต้องไขว่คว้า แต่คือ “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ต้องมีการบริหารจัดการ การลงทุน และการจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับ “ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก”.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES