สารพัดนโยบายต่างเทหน้าตักกันออกมา หวังกระชากเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ท่ามกลางความสงสัย ความเคลือบแคลงของหลายฝ่าย ว่า…ฝันไปหรือเปล่า?

แล้วสุดท้าย!! นโยบายที่นำมาหลอกล่อ ว่าจะทำให้ประเทศมีเงินเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจที่โตขึ้น จากรายได้ของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น แต่อย่าลืมว่า… ทั้งหมดที่ว่ามานั้น ก็คือเงินของประชาชนผู้เสียภาษีทั้งนั้น

เรียกง่าย ๆ ตามสุภาษิตสำนวนไทย ก็ประมาณว่า “อัฐยายซื้อขนมยาย” นั่นแหล่ะ แต่ก็ต้องมารอดูว่า นโยบายต่าง ๆ ที่เรียกคะแนนเสียงนั้นจะทำได้มากน้อยเพียงใด

ต้องยอมรับว่าเวลานี้สภาพเศรษฐกิจของไทยกำลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เพราะขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมานาน โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่

แม้มีความพยายามผลักดันในหลายอุตสาหกรรม แต่การเดินหน้าก็ยังล่าช้า ไม่รวดเร็ว ไม่เท่าทันกับกระแสโลกที่กำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ได้รายงานยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ใน 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 68 ที่ 1.374 ล้านล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น ดิจิทัล เอไอ อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ , ยานยนต์ไฟฟ้า, เกษตร-อาหาร และพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่ตัวเลขการออกบัตรส่งเสริมที่แท้จริง มีกว่า 9 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่า… เป็นสัญญาณที่ดี ที่นักลงทุนไม่ได้เพียงแค่ขอการส่งเสริมไว้ก่อนเท่านั้น แต่มีการลงมือดำเนินการจริง ๆ

แม้เงินลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท จะลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ก็ตาม แต่บีโอไอก็เห็นว่า เป็นสัญญาณที่ดี

แม้การเลือกตั้งในรอบนี้บรรดาพรรคการเมืองใหญ่และพรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญ ไม่ได้ละเลยนโยบายการลงทุน ที่ทุกพรรคต่างเห็นว่าละทิ้งไม่ได้ และต้องทำให้ได้เพื่อเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต

อย่าง พรรคภูมิใจไทย” ก็ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายต่อเนื่อง ทั้งอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบออโตเมชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อเป็นฐานของเอไอ

รวมไปถึงอุตสาหกรรมด้านเวลเนส อุตสาหกรรมการแพทย์ อย่างครบวงจร ที่ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นฮับของภูมิภาคนี้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย ภายใต้นโยบาย ไทยแลนด์ พลัส เพื่อคาดหวังให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตในระดับ 4-5%

ด้าน พรรคพลังประชาชน”  ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ผลักดันให้เติบโตได้ที่ 3% เศษ ภายใน 4 ปี จากนี้ ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว ได้ชูเรื่องของนโยบายพลังงานและการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ผู้นำจิตวิญญาณ ของพรรคพลังประชาชน มองว่า การปฎิรูปในเรื่องของระบบไฟฟ้า จะเป็นเรื่องใหญ่ ที่สามารถสร้างวงจรการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้เงินลงทุน 4-5 แสนล้านบาทใน 10 ปี

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย” ก็ชูการเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเอไอ ที่ไทยถนัด อย่างอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเวลเนส

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้เกิดเมดิคอล เอไอ ฮับ โดยมุ่งเน้นให้เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ สำหรับเมดิคอล เอไอ ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วๆไป เพราะมีข้อจำกัดด้านพลังงานและอาจไม่ได้มูลค่าเพิ่ม

ส่วนพรรคตัวแปรสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์”  ได้ ตั้งเป้าหมาสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงอย่าง อุตสาหกรรมอาหาร ที่คาดหวังให้เติบดตเป็น 5 ล้านล้านบาท

รวมไปถึงอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ไม่สามารถละเลยได้เพราะเป็นทิศทางของโลก ต่อให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ประกาศไม่เชื่อในเรื่องของโลกร้อนก็ตาม

แต่ในชาติอื่นในฝั่งยุโรป ก็ยังชูเรื่องนี้ เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำการค้าระหว่างกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าการลงทุนมหาศาลจะเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ลดคาร์บอนและพลังงานสะอาด

ด้วยนโยบายและทิศทางที่พรรคการเมืองกำลังก้าวเดิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก…ที่บรรดาภาคธุรกิจ ต้องมองให้เห็นทิศทาง เพื่อเอาตัวให้รอดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่ซีพี ที่ประกาศข่าวใหญ่ โดย ศุภชัย เจียรวนนท์’ ได้ก้าวลงจากเก้าอี้ ซีอีโอ ซีพี” เพื่อมานั่งบริหาร อไรซ์’ ธุรกิจเทค อย่างเต็มตัว

เชื่อได้ว่า… จากนี้ไป นอกจากการห่ำหั่นกันด้วยนโยบายของพรรคการเมือง บรรดา “บิ๊กธุรกิจ” จะปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเดินหน้าไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพราะไม่เช่นนั้นอาจหลุดขบวนจนวิ่งตามไม่ทันโลก!.

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่