ประเดิมงานวันแรก 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุกไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อหารือกับผู้บริหารสกสว. เพื่อรวบรวม-กลั่นกรองผลงานวิจัยที่พร้อมใช้ได้จริงในระยะสั้น-ยาว ก่อนนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงาน และฝุ่น PM2.5

โดยจะใช้กลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยที่มีอยู่ ให้เกิดผลในภาคปฏิบัติอย่างรวดเร็วที่สุด

โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติพลังงาน ต้องเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการนำระบบ AI และ IoT มาใช้บริหารจัดการพลังงานในอาคารและหน่วยงาน จะช่วยลดใช้พลังงานได้ 20-30% รวมทั้งการเร่งเปลี่ยนผ่านยานพาหนะและอุปกรณ์ไปสู่ระบบไฟฟ้า เตรียมพร้อมขยายการใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ในระดับชุมชนและภาคการผลิต ควบคู่กับการต่อยอดพลังงานชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย เช่น ไบโอดีเซลและไบโอแก๊ส ซึ่งมีการใช้งานจริง และมีผลทางเศรษฐกิจ และการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนปัญหา PM2.5 กระทรวง อว. วางกรอบการทำงานหลัก คือ นำเทคโนโลยีป้องกัน บรรเทา และดูแลสุขภาพ ด้วยแอปพลิเคชันตามรอยเผาหาต้นตอการเผาป่ารายแปลงและดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยี ติดตั้งเซ็นเซอร์ DustBoy ในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน พร้อมเร่งขยายผลนวัตกรรมปกป้องสุขภาพประชาชน ทั้งมุ้งกันฝุ่นแบบ DIY ราคาประหยัด ช่วยลดการรับฝุ่นของครัวเรือน และห้องปลอดฝุ่นจากผลงานนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมนำระบบ AI เอกซเรย์ทรวงอกมาตรวจคัดกรองผลกระทบทางสุขภาพอีกด้วย

ขณะเดียวกัน จะขยายผลงานวิจัยไปสู่มิติเศรษฐกิจยั่งยืน ทั้งโครงการ Net Zero Campus เพื่อลดคาร์บอนในสถาบันการศึกษา การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลและพลังงานสะอาดผ่านระบบนิเวศวิจัยที่เข้มแข็ง ใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ลดต้นทุนการผลิตและลดมลพิษจากการเผาทางการเกษตร เป็นเรื่องด่วนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นอกจากนี้ กลไกการทำงานของกองทุน ววน. ยังผลักดันการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการยกระดับภาคสาธารณสุขด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่ได้นำมาโชว์ศักยภาพถึง 40 ผลงานในงาน “Healthspan Festival 2026” เมื่อเดือนมี..ที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งอาหารสำหรับผู้ป่วย อาหารเพื่อสุขภาพ วัคซีน ยา และสารสกัดสมุนไพร ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพนักวิจัยไทยที่ร่วมมือกับภาคเอกชน ต่อยอดผลงานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เข้าชุมชนและประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

โดยมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ สามารถเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดมูลค่าการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น Inspectra CXR ระบบ AI วินิจฉัยโรคจากภาพถ่ายรังสีทรวงอก พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคเอกชนไทย ปัจจุบันมีการใช้งานกว่า 450 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ช่วยคัดกรอง 8 สภาวะปอดสำคัญ ด้วยความแม่นยำสูงถึง 98%

คาดว่านวัตกรรมดังกล่าว จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 1,400 ล้านบาท/ปี ช่วยผู้ป่วยกว่า 10,000 ราย/ปี ประหยัดค่ารักษาได้ 500,000 บาท/ราย สะท้อนศักยภาพงานวิจัยสร้างผลลัพธ์ได้จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต จาก “ห้องปฏิบัติการ” ไปสู่ “ตลาดจริง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่าง ของการพัฒนางานในระบบ Ecosystem เป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่ต้องการให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนโครงสร้างของประเทศทั้งระบบ!!.

พยัคฆ์น้อย

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่