ดรามาร้อนแรงที่ต้องติดตามต่อเนื่องกับการบริหาร “สำนักงานประกันสังคม” กองทุนใหญ่ที่มีเงินระดับแสนล้านบาท ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนทำงานในระบบ สมทบเข้ามาร่วมกับนายจ้าง และรัฐบาล ปัจจุบัน สปส.ถูกตั้งคำถามหนักถึงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการบริหารจัดการ โดยเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่า กองทุนซึ่งมีผู้ประกันตนทุกมาตรากว่า 24 ล้านคน กำลังถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิการเมือง “คอลัมน์ตรวจการบ้าน”จึงต้องให้“รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน คณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม) มาสะท้องมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างไร และมีอะไรที่ต้องนำไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อผู้ประกันตนไม่ถูกกดเป็นพลเมืองชั้นล่างอีกต่อไป
“รศ.ษัษฐรัมย์” เปิดประเด็นถึงกรณี ล่าสุดการประชุมกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.) มีการตั้งคณะทำงานปฏิรูปสปส. ที่มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน และขีดเส้นเห็นโมเดลใน 60 วัน ว่า เบื้องต้น คือ มี ผม นายไชยวัฒน์ วรรณโคตร,อาจารย์อานนท์ มาเม้า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะทำงานฯชุดนี้ด้วย อย่างไรก็ตามไม่คาดหมายว่าจะมีผลอะไร เพราะถูกตั้งขึ้นมาโดยเจตนาของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นต่างๆ แต่น.ส.ตรีนุชยังไม่ได้ตอบสิ่งที่ควรตอบ คือเรื่องระเบียบการเลือกตั้งที่อยู่ในอำนาจของ รมว.แรงงาน

@ รูปแบบประกันสังคมควรปฏิรูปแบบใด
การปฏิรูปประกันสังคม ไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน แต่คือการดึงอำนาจรัฐกลับไปสู่ประชาชนให้มากที่สุด แกนหลักมี 2 เรื่อง คือ 1. การมีส่วนร่วม ปัจจุบันมีบอร์ดจากการเลือกตั้ง แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องขยายสัดส่วนให้ยึดโยงผู้ประกันตนมากขึ้น 2.ความเป็นอิสระและความคล่องตัว สปส.ควรออกจากระบบราชการ เปรียบเทียบได้กับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส แต่มีโมเดลเฉพาะของตัวเอง คือเป็นองค์กรของรัฐที่ประชาชนเลือกบอร์ด และบอร์ดมีอำนาจกำหนดกติกา รวมถึงสรรหาเลขาธิการ
ปัจจุบัน เลขาธิการสปส.เป็นข้าราชการที่ไม่ยึดโยงกับบอร์ด ไม่มีวาระชัดเจน ข้อเสนอใหม่ คือ ให้เลขาธิการทำหน้าที่เสมือนซีอีโอ มีวาระ มีตัวชี้วัด และต้องรับผิดชอบต่อบอร์ด ซึ่งบอร์ดยึดโยงกับผู้ประกันตนอีกทอดหนึ่ง ปัญหาคงไม่หมดไปทั้งหมด แต่จะถูกแก้ไขได้ดีกว่าสปส.ในปัจจุบัน
@ รูปแบบการบริหารบุคลากร โครงสร้างเงินเดือนควรเป็นอย่างไร
ปัจจุบัน สปส.ใช้งบประมาณบริหารจัดการด้วยตัวเองถึง 95% หรือราว 5,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่งบจากรัฐมีเพียงราว 100 ล้านบาท สำหรับเงินเดือนข้าราชการระดับบริหาร พูดตรงๆ คือสปส.แทบบริหารตัวเอง 100% อยู่แล้วหากออกนอกระบบราชการ จะสามารถ ลดความเทอะทะของระบบ (Lean) ลดขั้นตอนเอกสาร เพิ่มประสิทธิภาพ และความคล่องตัวในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วงเปลี่ยนผ่านจะยังคงโครงสร้างสำนักงานพื้นที่ไว้ แต่หลักคือ เพิ่มสวัสดิการให้คนทำงานหน้างาน พร้อมปรับลดตำแหน่งบริหารที่ซ้ำซ้อน เช่น ผอ.กอง หรือ ผอ.ฝ่าย แล้วนำงบส่วนนี้มาเป็นค่าตอบแทนและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการประชาชนโดยตรง หรือดูตัวอย่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย แม้จะแข่งกับภาคการเงินเอกชนไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นองค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องสวัสดิการที่ดี ค่าตอบแทนพนักงานที่อยู่ในมาตรฐานที่ดี ให้คนทำงานได้อย่างซื่อตรงต่ออาชีพได้

@ บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องดูเรื่องสิทธิประโยชน์ กับการลุงทุนเลย หรือต้องมีบอร์ดแยกกัน
ปัจจุบันมีบอร์ดการลงทุน แต่ไม่ได้รายงานต่อบอร์ดใหญ่ โดยจะรายงานต่อเลขาฯ สปส. แต่ก็ไม่มารายงานบอร์ด ดังนั้น แง่ธรรมาภิบาล ด้านหนึ่ง คือ ความเป็นอิสระด้านการลงทุนตัดสินใจได้ไม่ต้องผ่านระบบงาน แต่สุดท้ายต้องมารายงาน และการลงทุนต้องปรับให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
“ผมนึกไม่ออกว่า กองทุนใหญ่บำนาญมานั่งเทรดหุ้นกันอยู่ มันไม่จำเป็นที่ต้องเฝ้าจอ ถ้าคุณมีเงิน 2.88 ล้านล้านบาท มันสามารถกำหนดโปรโตคอลได้ เพื่อลดความเสี่ยงด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องปฏิรูปในภาพย่อย การลงทุน”

@ กองทุนของไทยแตกต่างจากกองทุนบำนาญสากล อย่างไรบ้าง
ยกตัวอย่าง กองทุนนอร์เวย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่และหลีกเลี่ยงการลงทุนในประเทศตัวเอง เพื่อลดผลประโยชน์ทับซ้อน ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7–8% และเปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างโปร่งใส ขณะที่กองทุนไทยมีเงินราว 2.8 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนย้อนหลังผันผวน เฉลี่ยเพียง 3–4% แม้ 2 ปีหลังจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5–6% แต่ยังไม่ยั่งยืน ติดกับคำว่าราชการ ในอนาคตก็เป็นที่มาของการปรับแผนการลงทุน มีสินทรัพย์เสี่ยง 50 % แต่ปรับพอร์ตแค่ไหน หากไม่เอาออกนอกระบบราชการ มันก็จะเป็นอย่างนี้ ถ้าจะให้ยั่งยืนควรเติบโตเฉลี่ย 8% ก็จะหมดห่วงปัญหาเรื่องกองทุนเงินหมด ยืดไปได้ 20 ปี แต่ออกนอกระบบราชการ อาจจะไม่สามารถยืนยันว่าจะได้ 8% แต่เราจะเห็นอนาคต และป้องกันการลงทุนที่ผิดพลาด
@ ตอนนี้ถูกมองว่าเป็นการเมืองที่จะมาเปลี่ยนขั้วอำนาจเดิมในประกันสังคม
“จริงๆ ขั้วอำนาจเดิมก็อยู่กันเป็นอีโคซิสเติม แต่งบฯ สูงมาก ผลประโยชน์สูงมาก ที่ผมเชื่อว่าสามารถโน้มน้าวให้คนทำอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมต้องมีความพยายามมากมายขนาดนี้ เพราะผลประโยชน์หลักแสนล้านบาท ถ้าจะมีคนที่รีฟอร์ม แล้วทำให้เข้าที่เข้าทางก็จะมีคนที่เสียประโยชน์”

@ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขยับเรื่องนี้ หลักๆ คือหวังผลต่อการเลือกตั้งสส.ทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ.นี้
ไม่คิดนะ ถ้าถามว่าเรื่องการเมืองมีผลต่อประกันสังคมหรือไม่ ก็ตอบว่ามี แต่บอกเลยว่า ข้อเสนอของทีมประกันสังคมก้าวหน้าเปิดเผยอยู่แล้ว ทุกคนสามารถมาช่วยกันตรวจสอบ สปส. สส.พรรคไหนก็สามารถเอาไปทำได้ แม้กระทั่งสมัยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรมว.แรงงาน ผมก็บอกว่า หากนโยบายไหนสำเร็จ นายพิพัฒน์จะไปหาเสียงที่สตูล ที่นครศรีธรรมราช ผมก็ยินดี ไม่มีปัญหา หรือนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว.แรงงาน จากพรรคเพื่อไทย จะเอาไปใช้หรือทำอะไรก็ไม่เคยมีปัญหา “เรื่องนี้ผมมีจุดยืนที่ชัดเจนมาตลอดว่า ประกันสังคมมันไม่มีเศรษฐีอุดมการณ์ มันเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน”
@ ขั้นตอนจะขยับให้โมเดลที่ว่าเกิดได้จริง
คือการเสนอพ.ร.บ.ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงิน ขึงเป็นอำนาจของสภา และนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ต้องการฉันทามติ แต่เชื่อว่ารอบนี้คงไม่มีพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก 250 เสียง อย่างไรก็ต้องอาศัยเสียงพรรคร่วมด้วยเช่นเดียวกัน นี่เป็นเงื่อนไขที่เราพยายามย้ำ ไม่ว่าพรรคไหนเป็นรัฐบาลก็หยิบไปทำได้ เพราะมีร่างที่เราทำไว้อยู่แล้ว
“สรุปโมเดลที่เสนอจะปิดช่องโหว่ระบบราชการที่ไม่ยึดโยงผู้ประกันตน คอขวดการพัฒนาสิทธิประโยชน์ ปัญหาประสิทธิภาพ และความไม่โปร่งใส การลงทุนได้รับการแก้ไขเบื้องต้น ย้ำว่าไม่ได้ทำให้เป็นเอกชน แต่ให้ผู้ประกันตนกำหนดบอร์ด และบอร์ดนี้เป็นคนกำหนดผู้บริหารที่มีบทบาทในการบริหารประกันสังคมได้”.



