ผลที่ออกมา เชื่อได้ว่าหลายคนคงคิดไปแนวทางเดียวกันว่าไม่เกินคาด แต่!! หลังจากนี้ ต้องรอดูเกมต่อรองระหว่างพรรคใหญ่ว่าสุดท้ายแล้ว ใคร?จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ใคร?จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศ

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมการเมืองครั้งนี้ แต่!! คนที่เป็นผู้แพ้ตลอดเกม และตลอดกาลก็คงหนีไม่พ้น ประชาชนคนไทยตาดำๆ นั่นแหล่ะ

เพราะ…อย่าลืมว่า “การเมือง” ก็คือ เกมของผลประโยชน์ ถ้าทุกอย่างลงตัว ถ้าทุกฝ่าย “สมประโยชน์” ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ต่อไป คณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 ก็สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้

ท่ามกลางสารพัดปัญหา…ท่ามกลางความคาดหวังของคนทั้งประเทศ ในเวลานี้ หวังแค่ว่า… อยากให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น อยากให้ประเทศก้าวหน้าในทุกทาง

ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่กำลังจะเข้ามา ไม่มีเวลา “เลียบค่าย” อีกต่อไป ด้วยการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ตามที่สื่อนอกยักษ์ใหญ่ได้เรียกขานประเทศไทยไว้

ประชาชนคนไทยกำลังต้องการ “หมอ”  ที่เข้ามารักษาได้ตรงโรค ตรงเป้า เพื่อให้ไทยกลับมาแข็งแรง แข็งแกร่ง และกลายเป็น “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” ได้เหมือนเดิม

ดังนั้น… โฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มือเศรษฐกิจ” ต้องมีฝีมือ มีความเชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้ ที่จะสามารถพาประเทศไทยฝ่าฟันกระแสคลื่นลูกมหึมาไปให้ได้

อย่าลืมว่า อาการป่วยของประเทศไทย เกิดขึ้นมานานหลายปี แม้บรรดาเอกชน นักวิชาการและอีกหลายภาคส่วน ได้ส่งเสียงเรียกร้องต่อทุกรัฐบาล แต่ก็อย่างที่เห็น!! ว่าเป็นอย่างไร

ประเทศไทยยังไม่เดินหน้าไปไหน เผลอๆ ก้าวถอยหลัง และตกขอบเวทีโลกไปด้วยซ้ำ อย่างที่รู้…. ว่า ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างมานานแสนนาน

ไทย!!! เคยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันสิงคโปร์ ได้แซงหน้าขึ้นมาแล้ว

หากทุกอย่างยังเป็นไปเหมือนเดิม ในไม่ช้า ไทยอาจถูกเวียดนาม และฟิลิปปินส์แซงทำให้ลำดับของไทยลงไปอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน

“การเมือง” ที่ไม่มีเสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ที่ 3 ปี เปลี่ยนไปแล้ว 3 คน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดให้ประเทศจมดิ่ง

ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสถาบันนิยม กองทัพ กับพรรคการเมืองสายปฏิรูป ที่ทำให้เสียงจากการเลือกตั้งไม่แปรเป็นนโยบายระยะยาว

ภาพย่อ…ของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนกำลังจะดับลงไปพร้อม ๆ กัน ทั้งแรงบริโภคในประเทศ การท่องเที่ยว การผลิต การส่งออก ที่อ่อนระโหยโรยแรง

แม้ทุกรัฐบาลจะเล็งเห็นถึงปัญหา แต่ความไม่สมประโยชน์ระหว่างกัน ก็ทำได้แค่การประคับประคอง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 2% จากที่ผ่านมาเคยเติบโตได้มากถึง 13% จากปัญหาของโครงสร้างที่ “เสียสมดุล”

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ  ประเมินว่า เศรษบฐกิจไทยจะเติบโตได้เพียง 1.6% เท่านั้น  ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน

ทั้งหลายทั้งปวง… จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า “รัฐบาลชุดใหม่” จะมีฝีมือพาเศรษฐกิจไทยให้โงหัว แล้วกลับมาเป็น “เสือเศรษฐกิจ” แห่งอาเซียน ได้เพียงใด ก่อนที่อาการ “ป่วย” จะกำเริบ จนหยุดหายใจ!!