Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties เกมเวอร์ชันรีเมคแบบแพ็กคู่ สานต่อตำนานเกมดังของ SEGA และ Ryu Ga Gotoku Studio อย่าง Yakuza 3 ปี 2009 ด้วยการยกระดับกราฟิก เกมเพลย์ พร้อมเสริมเนื้อเรื่องใหม่ของตัวละครที่คุ้นเคย โดยในตอนนี้ตัวเกมจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการบน PS4, PS5, Xbox Series X|S, Nintendo Switch 2 และ PC วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026
ด้วยโอกาสนี้ เดลินิวส์เกมมิ่ง จะพาไปรีวิวเกม Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties กันว่าเป็นอย่างไรบ้างในบทความนี้
เกี่ยวกับเกมและเรื่องราว
Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties เป็นเกมเวอร์ชันรีเมคจากต้นฉบับเกม Yakuza 3 (2009) ที่นำเรื่องราวต้นฉบับของตำนานอย่าง Kazuma Kiryu มาเล่าใหม่อีกครั้งด้วยการยกระดับกราฟิก คอนเทนต์ใหม่ และสไตล์เกมเพลย์รูปแบบใหม่ โดยจะเน้นโฟกัสไปที่ชีวิตของเขาหลังจากย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับ Haruka Sawamura ลูกเลี้ยงของเขา และเหล่าเด็กกำพร้าอีก 8 ชีวิต ณ สถานเลี้ยงเด็ก Sunflower Orphanage ริมชายหาดเมืองโอกินาวะที่ตัวเขาเองเคยเติบโตมาภายใต้การดูแลของพ่อเลี้ยงผู้ล่วงลับ Shintaro Kazama

หลังจากที่เขาเริ่มใช้ชีวิตอย่างสุขสงบได้ไม่นาน รวมถึงได้ส่งมอบอนาคตที่ดีให้กับ Daigo Dojima ในการดูแล Tojo Clan เขาก็ต้องพบกับความวุ่นวายครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่มีกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี รวมถึงเหล่านักการเมืองเข้ามาวุ่นวายกับพวกเขา เพื่อชิง ‘พื้นที่’ ของสถานเลี้ยงเด็กไปหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ทำให้ Kiryu ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดกลับเข้าสู่โลกใต้ดินอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ เกมยังมาพร้อมกับเนื้อเรื่องแยกใหม่ที่มีชื่อว่า Dark Ties เรื่องราวต้นฉบับใหม่ที่จะเน้นโฟกัสไปที่เบื้องหลังตัวละคร Yoshitaka Mine ชายผู้ได้สมญานามว่าเป็น ‘ผู้รักษาทรัพย์สินแห่ง Tojo Clan’ โดยจะมีการอธิบายว่าชีวิตในช่วงแรก ๆ ของเขาทั้งก่อนและหลังเข้ามามีบทบาทสำคัญใน ‘ตระกูลใหญ่’ เป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงยังมีการนำเสนอเกมเพลย์และสไตล์การต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาให้ผู้เล่นได้สัมผัสอีกด้วย ส่วนโทนของเกมนั้นจะมีความ ‘มืดมน’ สมกับชื่อของเนื้อหาเกมเลยทีเดียว
สไตล์เกมเพลย์ที่เพิ่มเข้ามาจากต้นฉบับ!

สำหรับเกมเพลย์ของทั้ง Yakuza Kiwami 3 และ Dark Ties นั้นมีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย! โดยสไตล์การต่อสู้ของทั้งสองตัวละครหลักอย่าง Kiryu และ Mine มีความใหลลื่น ควบคุมได้หลากหลาย และสามารถทำความเข้าใจการต่อคอมโบท่าต่อสู้ได้ง่าย ผู้เล่นทั้งหน้าเก่าและใหม่ของซีรีส์นี้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ซับซ้อนอะไรมากนัก

หากแยกในส่วนของ Kiryu นั้น เขาจะมีสไตล์การต่อสู้หลัก 2 รูปแบบ คือ รูปแบบ Dragon of Dojima ดั้งเดิมที่แฟน ๆ หน้าเก่าคุ้นเคย สไตล์นี้จะเหมาะกับผู้เล่นที่ชอบการต่อสู้แบบคลาสสิกและเชื่อมือได้ ส่วนสไตล์ใหม่ Ryukyu จะเน้นการใช้อาวุธติดตัวรูปแบบต่าง ๆ ในการต่อสู้ โดยจะมีระบบอัปเกรดค่าสกิลการต่อสู้ของทั้งสองสไตล์ รวมถึงอัปเกรดค่าสถานะต่าง ๆ เช่น HP และ พลังโจมตี โดยใช้ ‘เงินเยน’ ได้ นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นต้องหาทางทำภารกิจหรือมินิเกมอื่น ๆ เพื่อ ‘ฟาร์มเงิน’ มาใช้ในการอัปเกรดตัวละครด้วย

นอกจากนี้ Kiryu จะได้รับอีกฟีเจอร์พิเศษ คือ ‘โทรศัพท์มือถือแบบคลาสสิก’ ที่ผู้เล่นสามารถใช้ถ่ายภาพในเกมได้ทั้งแบบเต็มเฟรม หรือเป็นแบบเฟรมขนาดเท่ามือถือจริง รวมถึงสามารถดูเควสต์ ค่าสถานะต่าง ๆ หรือจะใช้เรียกแท็กซี่ก็ได้เช่นกัน! เท่านั้นยังไม่พอ ผู้เล่นยังสามารถปรับแต่งมือถือของตัวเองด้วยสติกเกอร์ สี และของตกแต่งอื่น ๆ ได้ ทำให้ดีไซน์ของมือถือผู้เล่นอาจ ‘เตะตา’ ได้บ้างในบางฉากสำคัญ

สำหรับ Mine จะมีสไตล์การต่อสู้แบบ “MMA” (Mixed Martial Arts) เป็นแบบของตัวเองรูปแบบเดียว แต่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง ว่องไว และดุดัน ทำให้ผู้เล่นสามารถกดคอมโบตัวละครสู้กับศัตรูพร้อมกันหลายคนได้
นอกจากนี้ Mine ยังสามารถเข้าสู่สังเวียน “Hell’s Arena” ใน Kamurocho ที่จะเปิดให้ผู้คนต้องต่อสู้โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ผู้เล่นจะต้องต่อสู้กับเหล่าศัตรูในอารีนาที่ไม่มีการออมมือใด ๆ ทั้งสิ้น และจะเพิ่มระดับความยากอย่างต่อเนื่อง หากผู้เล่นทำสำเร็จก็จะได้รับรางวัลเพิ่มขึ้น

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Mine คือ ระบบ Kanda Damage Control โดยผู้เล่นจะต้องทำภารกิจย่อยต่าง ๆ เพื่อ ‘กอบกู้ภาพลักษณ์’ ของคู่หูเขาอย่าง Kanda กลับมาให้ให้ อย่างไรก็ดี ระบบนี้ดูมีความสอดคล้องกับ ‘มินิเกม’ ที่ตัวละคร Kiryu มีอยู่แล้ว ทำให้ระบบนี้ยังขาดความหลากหลายและความน่าดึงดูดไป

นอกเหนือจากนี้ ตัวเกมยังมีระบบ ปรับแต่งตัวละคร ที่สามารถเปลี่ยนลุคตัวละครหลักตามใจชอบได้ รวมถึงยังมี มินิเกม เช่น คาราโอเกะ ตกปลา ตู้เกมอาร์เคด เกมคอนโซลยุคเก่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก SEGA เป็นต้น และ ภารกิจย่อย ที่น่าสนใจอีกมากมายให้ค้นหาระหว่างเกม
ระบบใหม่ “Sunflower Orphanage” และ “Bad Boy Dragon” ชวนดูดเวลาผู้เล่น!

ระบบใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกมนี้ จะมีระบบการจัดการ Sunflower Orphanage โดย Kiryu จะต้องดูแล ‘ครอบครัวที่เขามีลูก ๆ 9 คนและหมา 1 ตัว’ รวมถึงชีวิตประจำวันของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการสอนการบ้าน (ที่ดูเหมือนจะเป็นการทดสอบความรู้ของผู้เล่นเสียเอง!) รวมถึงทำอาหาร เล่นบอร์ดเกม เย็บผ้า ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และอีกมากมาย ทำให้ระบบนี้เป็นเหมือนการฝึกบริหารสถานเลี้ยงเด็กด้วยตัวเอง รวมถึงแบ่งเบาภาระของ Haruka ที่ต้องช่วยดูแลที่แห่งนี้ด้วย

ส่วนอีกระบบที่เพิ่มเข้ามาใหม่ คือ Bad Boy Dragon โดยผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นหัวหน้าแก๊งนักซิ่งน้ำดีอย่าง Haisai Girls (อ่านเหมือนกับคำว่า High Sight) ที่มีสมาชิกเป็นสาว ๆ โดยส่วนใหญ่ เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการล้มล้างแก๊งคู่อริเบอร์ใหญ่อย่าง Tokyo Night Terrors ผู้สร้างความวุ่นวายไปทั่วโอกินาวะ เป้าหมายสำคัญของ Kiryu คือ การฝึกฝนสมาชิกในแก๊งในการไปต่อสู้กับเหล่าคู่อริ แล้วสถาปนาตัวเองให้เป็นแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พร้อมกับทวงคืนความสงบกลับคืนสู่ทุกคน!
ระบบ Bad Boy Dragon จะเน้นนำเสนอการต่อสู้แบบพื้นที่สู่พื้นที่ สามารถสลับใช้สไตล์การต่อสู้ของ Kiryu ได้ทั้งสองแบบ รวมถึงยังสามารถใช้มอเตอร์ไซค์และอาวุธเสริมต่าง ๆ ระหว่างการต่อสู้ได้ นอกจากนี้ ยังมีระบบการ ‘ช่วยแล้วเชิญ’ ผู้คนจากรอบ Okinawa มาร่วมแก๊งได้ด้วย โดยสมาชิกแต่ละคนในแก๊งจะมีความสามารถและพลังการต่อสู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้เล่นจะต้องเลือกวางแผนจัดทีมในแต่ละชุดให้เหมาะสมกับสถานการณ์และศัตรูที่รออยู่ข้างหน้า
โดยรวมแล้ว ทั้งสองระบบถือว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจของเกมนี้ แม้สไตล์การเล่นอาจดูจำเจไปบ้าง แต่มันก็กลายเป็นอีกฟีเจอร์สำคัญที่จะช่วยให้ Kiryu แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วย
รายละเอียดภาพ เสียง โมเดลตัวละครในเกมบางอย่างเปลี่ยนไปจากต้นฉบับ

สำหรับเกม Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties จะมีการยกระดับภาพและเสียงด้วย Dragon Engine ที่เคยใช้ในเกมก่อนหน้าของแฟรนไชส์อย่าง Like a Dragon: Pirate Yakuza in Hawaii รวมถึงยังมีพื้นหลังหลักเป็นเมือง โอกินาวะ ทำให้ผู้เล่นจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของเกมที่มีความใกล้เคียงกันอย่างมาก ส่วนเพลงประกอบของเกมนี้จะมีการนำไปรีมาสเตอร์ใหม่ หรืออาจแต่งขึ้นใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการ ‘รีเมค’ มากยิ่งขึ้นด้วย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ลดความเร้าใจของเกมไปแม้แต่นิดเดียว

ส่วนตัวละครในเกมนี้ จะมีทั้งตัวละครใหม่ที่ไม่เคยปรากฎตัวในต้นฉบับเกม Yakuza 3 มาก่อน ในขณะที่โมเดลตัวละครเก่าบางตัวก็มีการเปลี่ยนนักแสดงอย่างชัดเจน เช่น Rikiya Shimabukuro จะเปลี่ยนต้นแบบโมเดลจากคุณ Tatsuya Fujiwara (ผู้โด่งดังจากหนัง Battle Royale และ Death Note) มาเป็น Show Kasamatsu แทน เป็นต้น แต่ตัวละครจากต้นฉบับจะยังอยู่ครบในเกมรีเมคนี้ แม้บางตัวละครอาจไม่ใช่ ‘หน้าเดิม’ ในแบบที่ผู้เล่นเก่าคุ้นเคยแล้ว

จุดเด่นของเกม
– มีการปรับระบบการต่อสู้ของทั้ง Kiryu และ Mine ได้อย่างลื่นไหล ต่อคอมโบง่าย ทำความเข้าใจได้ง่าย
– มินิเกมแต่ละอย่างของเกมนี้ยังคงรักษาความสนุกและชวนดูดเวลาผู้เล่นได้ดี
– ผู้เล่นจะสามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัว Kiryu และบรรยากาศที่เมืองโอกินาวะจะมอบให้
– เกมรักษามาตรฐานต่าง ๆ ของซีรีส์ Yakuza/Like a Dragon ในด้านกราฟิก เสียง เกมเพลย์ ไว้อย่างดี
– การมาของ Dark Ties ทำให้ผู้เล่นได้เห็นจุดเด่นและเบื้องหลังของ Mine ได้ดีขึ้น

จุดด้อยของเกม
– ระบบ Bad Boy Dragon และ Hell’s Arena อาจดูจำเจสำหรับผู้เล่นบางคน
– ภารกิจย่อยของ Mine ขาดความหลากหลาย
– พล็อตของ Mine ค่อนข้างสั้น ทำให้รู้สึกเหมือนเร่งรีบในการเล่า
– ระบบกราฟิกแบบรีเมคในบางจุดทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

โดยสรุปแล้ว Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties คือผลงานรีเมคจากต้นฉบับเก่าที่คงความเป็นต้นฉบับไว้ได้ดี แม้จะเพิ่มเรื่องและฟีเจอร์ใหม่เข้าไปด้วย ทำให้เกมนี้เหมาะสำหรับผู้เล่นเก่าที่อยากกลับมาสัมผัสเรื่องราวคลาสสิคในยุคใหม่ และผู้เล่นหน้าใหม่ที่อยากเริ่มเกมแนว Yakuza ด้วยเนื้อเรื่องของสองตัวละคร
เราสามารถบอกได้อีกว่า นี่คือหนึ่งในผลงานเกม JRPG ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งในปี 2026 โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบสไตล์เกมแบบเข้มข้น สนุกสนาน และหลากหลาย!
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทาง SEGA CORPORATION และ Ryu Ga Gotoku Studio สำหรับโอกาสดี ๆ ที่ให้เราได้ทดลองเล่นเกมนี้ด้วยครับ!
——————————————–
THE GAMER LIFE / Dailynews Gaming Exclusive Content
บทความโดย: ภาริช ต่อพิมาย (FLINT)
ขอฝากทุกท่านเข้าไปติดตามเพจ Facebook อย่างเป็นทางการของ Dailynews Gaming – เดลินิวส์เกมมิ่ง เพื่อติดตามข่าวสารและคอนเทนต์คุณภาพเกี่ยวกับวงการเกมกันได้!



