นายหว่าง เล นักศึกษาปีหนึ่ง สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เริ่มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลจากห้องในหอพักมหาวิทยาลัยของเขา หลังถูกยุยงโดยเพื่อนนักเล่นเกมที่ทำกำไรมหาศาล
ในช่วงหนึ่ง ทรัพย์สินดิจิทัลของเล มีมูลค่าสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.2 ล้านบาท) หรือคิดเป็นประมาณ “50 เท่า” ของรายได้เฉลี่ยต่อปีในเวียดนาม ทว่าตัวเลขดังกล่าวร่วงลงจนเหลือศูนย์ เมื่อราคาบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ตกต่ำอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
“การสูญเสียทั้งหมดเจ็บปวดมาก แต่ผมก็ได้บทเรียนที่มีค่าเช่นกัน ผมคิดว่าการสูญเสียเหล่านี้เป็น ‘ค่าเล่าเรียน’” เล กล่าวเพิ่มเติม “เมื่อกำไรสูง ทุกคนก็โลภ มันดีเกินกว่าที่จะเป็นจริง”
ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ซึ่งแบนสกุลเงินดิจิทัลอย่างเด็ดขาด เวียดนามอนุญาตให้เทคโนโลยีบล็อกเชน พัฒนาในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย โดยห้ามการใช้เพื่อชำระเงิน แต่ปล่อยให้ประชาชนเก็งกำไรได้อย่างอิสระ ส่งผลให้เวียดนามเป็นผู้นำด้านการยอมรับสกุลเงินดิจิทัล และคาดว่าคมีผู้คนประมาณ 17 ล้านคน เป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นข้อได้เปรียบของผู้บุกเบิก กลับกลายเป็นภาระมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อบรรดานักลงทุนเผชิญกับ “ฤดูหนาวของคริปโต” หรือช่วงเวลาที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลซบเซาอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ โดยราคาบิตคอยน์ปรับลดลงเกือบ 50% นับตั้งแต่แตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่สูงกว่า 126,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 ล้านบาท) เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว และโทเคนดิจิทัลอื่น ๆ ก็ร่วงลงไปอีก
บริษัทสตาร์ตอัปคริปโตของเวียดนาม ที่จำหน่ายสินค้าทุกอย่าง ตั้งแต่โทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (เอ็นเอฟที) ไปจนถึงบริการกู้ยืมและซื้อขายบนบล็อกเชน ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก อีกทั้งบริษัทหลายแห่งต้องปลดพนักงานจำนวนมาก หรือประกาศล้มละลาย
ก่อนหน้านี้ วงการสกุลเงินดิจิทัลของเวียดนามเป็นเหมือน “ดินแดนเถื่อน” โดยมีการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และแชร์ลูกโซ่ที่โจ่งแจ้ง ควบคู่กับบริษัทสตาร์ตอัปที่เสนอผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
แม้รัฐบาลฮานอยเตือนถึงอันตรายของสกุลเงินดิจิทัล และทลายเครือข่ายฉ้อโกงขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงกรณีการหลอกลวงเงินเกือบ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12,400 ล้านบาท) จากนักลงทุนหลายพันคน แต่ไม่ได้ดำเนินการปราบปรามอุตสาหกรรมนี้เหมือนที่รัฐบาลปักกิ่งทำ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจภายในประเทศได้ทดลอง
เมื่อปีที่แล้ว เวียดนามผ่านกฎหมายรับรองสกุลเงินดิจิทัล ทำให้สกุลเงินดิจิทัลอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลเป็นครั้งแรก ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนที่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น นักลงทุนยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการนำไปปฏิบัติใช้จริง
นอกจากนี้ รัฐบาลฮานอยยังประกาศโครงการนำร่องการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะอนุญาตให้บริษัทเวียดนามออกสินทรัพย์ดิจิทัลได้ แต่ความคลุมเครือด้านกฎระเบียบที่มีอยู่ ทำให้บริษัทหลายแห่งในประเทศไม่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่เลือกที่จะยื่นเอกสารในสถานที่ต่าง ๆ เช่น สิงคโปร์ และเมืองดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แทน.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



