ป้อมปราการยุคกลาง 2 แห่ง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามแม่น้ำนาร์วา ซึ่งแยกเอสโตเนียออกจากรัสเซีย บนชายขอบทางตะวันออกของทวีปยุโรป ทว่า “สะพานมิตรภาพ” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ กลับเต็มไปด้วยลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่อต้านรถถังทางฝั่งเอสโตเนีย


บางคนกังวลว่า เมืองนาร์วา ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก และมีประชากรมากกว่า 50,000 คน ประกอบด้วยชาวเอสโตเนีย ชาวรัสเซีย และคนไร้สัญชาติหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต อาจเป็นเป้าหมายต่อไปของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย


บนสะพานฝั่งเอสโตเนีย ธงขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โบกสะบัดเคียงข้างธงชาติเอสโตเนีย และธงของสหภาพยุโรป (อียู) โดยในปัจจุบัน จุดผ่านแดนปิดให้การสำหรับรถยนต์แล้ว และผู้เดินทางต้องเดินเท้าลากสัมภาระข้ามฝั่งเอง


ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ใกล้จะครบรอบ 4 ปี บรรยากาศในเมืองนาร์วา เต็มไปด้วยความหดหู่ ซึ่งนางคาตรี ไรค์ นายกเทศมนตรีเมืองนาร์วา กล่าวว่า สำหรับเมืองที่ตั้งอยู่สุดขอบยุโรป สงครามให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ชาวเมืองมองเห็นรัสเซียอยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดนทุกวัน และทุกคนคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป


นับตั้งแต่รัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2565 เอสโตเนียและประเทศบอลติกอย่างลัตเวีย และลิทัวเนีย ต่างเสริมสร้างการป้องกันประเทศ ซึ่งกระทรวงกลาโหมเอสโตเนียระบุว่า กองทัพขนาดเล็กของประเทศ ที่มีกำลังพลไม่ถึง 44,000 นาย สามารถถูกส่งไปป้องกันประเทศได้ หากจำเป็น พร้อมกับทหารประมาณ 2,000 นาย จากพันธมิตรนาโตในประเทศ


นอกจากนี้ ทางการเอสโตเนียยังพยายามเสริมสร้างความมั่นคงของชาติด้วยมาตรการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเพิกถอนสิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ของชาวรัสเซียและผู้ไร้สัญชาติ รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้ภาษาเอสโตเนีย สำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนหลายสิบแห่ง


อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเมืองนาร์วา โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประกอบกับอัตราการว่างงานที่สูง ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ความสัมพันธ์กับรัสเซียที่ย่ำแย่ลง และความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้ง ทำให้ความตึงเครียดในเมืองชายแดนแห่งนี้เพิ่มขึ้น


อนึ่ง รัฐบาลมอสโกวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทาลลินน์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ก็ประณาม “ความบ้าคลั่งเกลียดกลัวรัสเซียที่เพิ่มขึ้น” และนโยบาย “นีโอนาซี” ของทางการเอสโตเนีย ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา


ด้านนายคาร์โล มาซาลา นักรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน กล่าวว่า การลิดรอนสิทธิการออกเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ของพลเมืองชาวรัสเซียในเอสโตเนีย ถือเป็น “ช่องทางที่สมบูรณ์แบบ” สำหรับโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย


“รัสเซียสามารถอ้างได้ว่า สิทธิของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศกำลังถูกคุกคาม และอาจใช้กำลังทหารเป็นเหตุผลในการปกป้องพวกเขา ซึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กองกำลังรัสเซียจะสามารถยึดเมืองนาร์วาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนพลเรือนในท้องถิ่นบางส่วน ที่จะได้รับอาวุธก่อนการโจมตี” มาซาลา กล่าวเพิ่มเติม


ยิ่งไปกว่านั้น มาซาลายังชี้ให้เห็นว่า เมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ที่มีชุมชนชาวรัสเซียขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เมืองเคอร์คีเนส ในนอร์เวย์ และเมืองเดากัฟปิลส์ ในลัตเวีย อาจตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการโจมตีจากรัสเซียเช่นกัน.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP