ท่ามกลางข่าวร้าย ยังไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หลัง “สหรัฐ–อิสราเอล” เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน” ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. จะมีบทสรุปอย่างไร ยิ่งที่ผู้นำแต่ละฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง ยังแสดงท่าทีแข็งกร้าว ไม่มีใครยอมถอย ไม่มีใครคิดยอมเจรจา
แต่ยังมีข่าวดี ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่าง ที่ปลายอุโมงค์ เมื่อมหาอำนาจอีก 2 ชาติ ทั้ง “รัสเซีย-จีน” แม้จะยืนอยู่ตรงกันข้ามกับ “สหรัฐ” แต่ก็ขอเป็นตัวกลาง เพื่อช่วยหาทางออกด้วยวิธีเจรจา แทนที่จะเลือกกระโดดเข้าสู่สนามรบ ทั้งที่เป็นคู่ขัดแย้ง กับ มหาอำนาจอันดับหนึ่ง ของโลก
สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อวันที่ 5 มี.ค. รัสเซียออกมาประกาศ เสนอตัวเป็นคนกลาง เจรจาสันติภาพ ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ โดย “นายมิคาอิล อุลยานอฟ” ผู้แทนถาวรของรัสเซีย ประจำองค์การระหว่างประเทศ ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อิซเวสเตีย ของรัสเซียว่า รัสเซียพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจาสันติภาพ ระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐ” หากจำเป็น
แม้การฟื้นฟูการเจรจา ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก ในขณะนี้ แต่เป้าหมายหลักของทั้งสองฝ่าย คือเป้าหมาย ของวอชิงตัน ในการป้องกันไม่ให้อิหร่าน มีอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ความต้องการของเตหะราน คือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร นั้น ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ได้ด้วยกำลังทหาร
“นายมิคาอิล” ระบุอีกว่า อิหร่านยินดีต้อนรับ การไกล่เกลี่ยของรัสเซีย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ต้องการผู้ไกล่เกลี่ย โดยเชื่อว่าสามารถ จัดการได้ด้วยตนเอง โดยระบุว่า ที่จริงแล้ว ชาวอเมริกัน กำลังจัดการเรื่องนี้ได้แย่มาก
นอกจากนี้ “ไชน่าซินหัว” รายงานว่า “เหมา หนิง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนจะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง เพื่อรักษาการสื่อสาร เพิ่มความพยายามในการไกล่เกลี่ย และสร้างฉันทามติ
“เหมา หนิง” ยังตอบคำถามเกี่ยวกับ ปัญหาความตึงเครียด ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐ และอิสราเอลดำเนินการ โจมตีทางทหาร ร่วมต่ออิหร่าน พร้อมสำทับว่าจีนจะส่ง “จ๋ายจวิ้น” ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลจีน ด้านกิจการตะวันออก กลาง เดินทางไปยัง ภูมิภาคดังกล่าว ในอนาคตอันใกล้ เพื่อดำเนินงานคลี่คลายความตึงเครียดของสถานการณ์
เชื่อว่าประเทศส่วนใหญ่คงอยากเห็น หนทางการเจรจา เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม เพราะสงครามมีแต่ความสูญเสีย ขณะที่หลายประเทศ ในตะวันออกกลาง ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะนอกจาก จะยิงขีปนาวุธ ตอบโต้เข้ามาในอิสราเอล และ “IRGC” ประกาศว่าจะยังคง โจมตีพันธมิตร ของสหรัฐในภูมิภาคต่อไป และจะ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทางทหารและเศรษฐกิจของภูมิภาคให้หมด รวมทั้งจะพุ่งเป้าโจมตี สถานทูตอิสราเอล ในทั่วโลก
ขณะที่เสียงวิจารณ์ในด้านลบที่มีต่อ พันธมิตรสองชาติ ที่รุมกินโต๊ะอิหร่าน คือการสั่งถล่มโรงเรียนประถมหญิง “Shajareh Tayyebeh” ในเมือง Minab ตอนใต้ของอิหร่าน ด้วย “ขีปนาวุธ” สังหารหมู่เด็กเล็ก ๆ อายุ 7-12 ขวบ และครู รวม 168 คน ใครที่จินตนาการ ภาพความสูญเสีย ครั้งนี้ คงไม่อยากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
มีข่าวว่า “สหประชาชาติ” ได้ลงมือสอบสวน กรณี “สหรัฐ” และ “อิสราเอล” โจมตีโรงเรียนอนุบาล เป็นเหตุให้เด็ก ๆ ชาวอิหร่าน ต้องเสียชีวิต และยังมีการระบุว่า การกำหนดพิกัด ถล่มโรงเรียนนี้อย่างชัดเจน คำถามคือ ระดับ “ข่าวกรอง” ของอิสราเอลและสหรัฐ จะตรวจสอบไม่ได้หรือว่า ที่นี่เป็นโรงเรียน
รวมทั้งการที่ เรือดำน้ำสหรัฐ ยิงตอร์ปิโดจม เรือรบ Dena ของอิหร่านพร้อมลูกเรือจมนอกชายฝั่งศรีลังกา ทั้ง ๆ ที่ “อิหร่าน” ได้รับเชิญจากอินเดีย ให้ส่งเรือรบไปร่วมฝึกทางทะเล กับมิตรประเทศต่าง ๆ หลายสิบประเทศ รวมทั้งไทยด้วย
ครับ…นอกจากสงคราม จะมีแต่ความสูญเสีย ยังก่อให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก หรือคู่ขัดแย้งไม่สนเสียงประณามที่เกิดขึ้น แม้จะชนะ แต่ก็จะอยู่ อย่างหวาดระแวง ตลอดไป.
“เขื่อนขันธ์”



