แม้ไฟสงครามที่เกิดขึ้นจะอยู่ในซีกโลกตะวันออกกลาง แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าผลพวงของสงครามได้สะเทือนมาถึงปากท้องของประชาชนชาวไทย
จนถึงเวลานี้เหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 สัปดาห์ แม้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้หาวิธีเตรียมการรับมือในทุกรูปแบบ เพื่อดูแลคนไทยให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทั้งในเรื่องของราคาน้ำมัน ที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยนำเข้าเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลาง กว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณนำเข้าทั้งหมด ที่นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ประกาศให้มีการตรึงราคาน้ำมันไว้ก่อน 15 วัน พร้อมให้กระทรวงพลังงานเปลี่ยนแหล่งนำเข้าจากภูมิภาคอื่น เพื่อสำรองให้เพียงพอ
ทั้งในเรื่องของการกำกับดูแลเรื่องราคาสินค้า ไม่ให้มีการฉวยโอกาส ปรับขึ้นราคาสินค้าโดยอ้างเหตุผลของต้นทุนที่มาจากราคาน้ำมันแพงขึ้น มาเป็นเหตุผล โดยกำชับให้กระทรวงพาณิชย์เทคแอคชั่นกำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างเข้มข้น
เช่นเดียวกับการค้าการขาบของผู้ส่งออก ที่ต้องเผชิญกับเรื่องต้นทุนในทุกทางอย่างช่วยไม่ได้จากไฟของสงคราม ทั้งค่าระวางการเดินเรือ ทั้งค่าตู้สินค้า ทั้งค่าประกันภัยการขนส่งสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้การสนับสนุนอุ้มชูให้ภาคเอกชนเดือดร้อนน้อยที่สุด
แม้กระทั่งในเรื่องของตลาดหุ้น เพราะทันทีที่ไฟสงครามปะทุ และร้อนแรงขึ้นตลอดเวลา ก็ทำให้สถานการณ์ในตลาดหุ้นไทยดิ่งหัวปักลงเป็น 100 จุด ตรงนี้ต้องมีมาตรการออกมารองรับให้ทันท่วงทีและประคับประคองไม่ให้ตลาดหุ้นไทยดิ่งนรก
รวมถึง ค่าเงินบาท และราคาทองคำ ที่ผันผวนรุนแรง เพราะยามสงครามนักลงทุนทั่วโลกจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและแห่ไปถือครอง “สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากแม้มีผลดีต่อราคาส่งออก แต่ก็ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าของไทยสูงขึ้น รวมถึงราคาทองคำ จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเคยทะลุบาทละ 81,000 บาทไปแล้ว
อีกเรื่องที่หนีไม่พ้น ก็คือเรื่องของท่องเที่ยว ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักที่ช่วยเพิ่มแรงส่งให้กับเศรษฐกิจไทย แม้ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวไทยก็เผชิญแรงลมปะทะมาอย่างสาหัสสากรรจ์
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือททท. ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะอย่างไร ก็จะทัดทานให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวไทยในปีนี้ต้องไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปให้ได้
แม้ว่าก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวยุโรปและนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล กำลังมารุ่งพุ่งแรง ทั้งอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ที่มียอดนักท่องเที่ยวในเดือนม.ค.-ก.พ. 69 ในแต่ละประเทศ สะสมมากกว่า 200,000 คน ขณะที่ในเดือนมี.ค.ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวยุโรปที่รวมถึงชาวอิสราเอล มาเที่ยวไทยประมาณ 854,963 คน
อย่างไรก็ต้องยอมรับว่า นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล ยังต้องอาศัยการบินผ่านตะวันออกกลาง 40% ซึ่งย่อมต้องส่งผลกระทบแน่นอน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินว่า หากเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อเกิน 3 สัปดาห์จะกระทบนักท่องเที่ยว 2.10 แสนคน รายได้หายไป 13,167 ล้านบาท
หากไม่เกิน 4 สัปดาห์จะหายไป 3.34 แสนคน รายได้หายไป 21,531 ล้านบาท และถ้าไม่เกิน 8 สัปดาห์ นักท่องเที่ยวจะหายไป 5.95 แสนคน รายได้หายไป 4.09 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามทั้งกระทรวงท่องเที่ยวฯ และททท.เชื่อว่าทุกวิกฤติยังมีโอกาส จึงทำให้ททท.ต้องปรับแผน ปรับกลยุทธ์ โดยหันมาดึงดูดนักท่องเที่ยวในตลาดระยะใกล้ อย่างอินเดีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ รวมถึงตลาดอาเซียนแทน เพื่อทดแทน รวมถึงบรรดาเศรษฐีชาวไทยที่ให้หันมาเดินทางในประเทศแทน โดยใช้แคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย” มาช่วยเสริม
ขณะเดียวกันเมืองไทย ยังคงเป็นเดสทิเนชั่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมาสัมผัส แม้ว่าเวลานี้ราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 70,000 บาทต่อเที่ยว แต่ปรากฏว่าเที่ยวบินยังคงเต็ม 100%
นั่นหมายความว่า… หากไทยสามารถปรับกลยุทธ์ ปรับช่องทางการตลาด รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นฮับแห่งการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อเที่ยวบินจากเอเชียตะวันออกและอาเซียน สู่จุดหมายปลายทางในยุโรป หรือไฟลต์ คอนเนคติ้ง ฮับ
เหนือสิ่งอื่นใด ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ให้นักท่องเที่ยวเชื่ออย่างหมดใจว่ามาเที่ยวไทยแล้ว “ปลอดภัย” แน่นอน
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



