นายมาร์ค โคห์ นักลงทุนชาวสิงคโปร์ สร้างพอร์ตการถือครองสกุลเงินดิจิทัลมามานานกว่า 8 ปี และช่วยเหลือเทรดเดอร์ที่ถูกหลอกลวง ซึ่งเขาคิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะจับผิดกลโกงได้ จนกระทั่งเขาตกเป็นเหยื่อเสียเอง


เมื่อปีที่แล้ว กลุ่มมิจฉาชีพกวาดเงินในพอร์ตของโคห์ไปจนหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 120,000 – 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 – 4.2 ล้านบาท) ทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างมาก


รายได้สูง การเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันต่าง ๆ ทำให้สิงคโปร์เป็นเป้าหมายหลักของพวกมิจฉาชีพมาอย่างยาวนาน แต่ทางการสิงคโปร์กำลังต่อสู้ ผ่านกฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งสามารถบังคับให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องปราบปรามการฉ้อโกง ส่งผลให้คดีฉ้อโกงและการเสียทรัพย์ลดลงเป็นครั้งแรกในปีที่แล้ว นับตั้งแต่ปี 2564


นอกจากการที่โคห์โพสต์เรื่องราวของเขา เพื่อเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงทางออนไลน์ที่ซับซ้อนมากขึ้นแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์ยังผลักดันโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับการฉ้อโกง ไม่ว่าจะเป็น การจัดงานโรดโชว์ และการพูดคุยกับประชาชน รวมถึงแรงงานต่างชาติ


อนึ่ง องค์กรพันธมิตรต่อต้านกลโกงระดับโลก (จีเอเอสเอ) ประมาณการว่า ผู้บริโภคทั่วโลกสูญเสียเงินรวม 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14.2 ล้านล้านบาท) จากการฉ้อโกงทางออนไลน์ในปีที่แล้ว


ขณะเดียวกัน ทางการสิงคโปร์ระบุว่า การหลอกลวงทำให้ประชากรราว 6 ล้านคน สูญเสียเงินประมาณ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 51,600 ล้านบาท) ในปี 2567 และ 2568 แม้แต่นายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก็ยอมรับว่า เขาเคยถูกหลอกให้สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซปลอม


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป โดยคดีฉ้อโกงในสิงคโปร์ลดลง 28% เหลือ 37,308 คดีในปีที่แล้ว จากสถิติสูงสุด 51,501 คดีในปี 2567 และการเสียทรัพย์ก็ลดลงเช่นกัน


“การลดลงดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างรอบคอบว่า กลยุทธ์ต่อต้านการหลอกลวง และมาตรการให้ความรู้แก่ประชาชนที่รัฐบาลและหุ้นส่วนอุตสาหกรรมนำมาใช้ ทำให้พวกมิจฉาชีพประสบความสำเร็จได้ยากขึ้น” ตำรวจสิงคโปร์ กล่าว


ทั้งนี้ สิงคโปร์เพิ่มความเข้มงวดของบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งรวมถึงการเฆี่ยนสูงสุด 24 ครั้ง และจัดตั้งสายด่วน 24 ชั่วโมง ขณะที่ธนาคารหรือตำรวจสามารถอายัดบัญชีได้ หากพบว่าบุคคลนั้นโอนเงินให้กับมิจฉาชีพ ตลอดจนตกเป็นเหยื่อของการเสนองานปลอม หรือการโจมตีแบบฟิชชิง


นอกจากนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยอาชญากรรมทางออนไลน์ที่เป็นอันตราย (โอซีเอชเอ) ฉบับปี 2566 ของสิงคโปร์ ยังเพิ่มอำนาจให้กับตำรวจ ในการสั่งให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง


กระนั้น อาชญากรก็สรรหาวิธีการใหม่ ๆ ในการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางดิจิทัล เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น


ด้านนายเจฟฟรีย์ ชิน รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาสาธารณะด้านการฉ้อโกง (เอสพีอีโอ) ของตำรวจสิงคโปร์ กล่าวว่า การหลอกลวงกลายเป็น “ส่วนสำคัญ” ของอาชญากรรมสมัยใหม่ และการสืบสวนกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากลักษณะของการหลอกลวงข้ามชาติ


“เราต้องการที่จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่เนื่องจากการเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งเราจึงพบว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ตาม และผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่นอกสิงคโปร์” ชิน กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP