เมื่อปลายปีที่แล้วพรีเมียร์ลีกได้มีการโหวตผ่านกฎการเงินใหม่ที่เรียกว่า อัตราส่วนต้นทุนทีม (Squad Cost Ratio: SCR) แทนที่กฎเดิมที่มีชื่อว่า การทำกำไรและความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีก (PSR)

และนั่นทำให้ยูฟ่ากำลังเป็นกังวลอย่างมาก

ระบบใหม่นี้อนุญาตให้ทีมใช้จ่าย 85% ของรายได้ ไปกับค่าใช้จ่ายของนักเตะ แต่มีปัจจัยที่ซับซ้อนอีกหลายอย่างที่อาจทำให้สโมสรใช้จ่ายได้สูงสุดถึง 115%

ต่างจากยูฟ่าที่กำหนดขีดจำกัดการใช้จ่ายไว้ที่ 70% ซึ่งสโมสรทั้งหมดในถ้วยยุโรปต้องปฏิบัติตาม และเมื่อเปรียบเทียบกัน ลีกอื่นๆ ล้วนมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าพรีเมียร์ลีก

ดังนั้นจึงหมายความว่าสโมสรอื่นในพรีเมียร์ลีกที่ไม่ได้เล่นถ้วยยุโรปจะมีอำนาจในการใช้จ่ายสูงขึ้นมหาศาล

กฎใหม่นี้จะทำให้ทีมอย่างเบรนท์ฟอร์ด หรือ ฟูแลม สามารถแข่งขันกับสโมสรจากอิตาลีอย่างเอซีมิลานและยูเวนตุส ในตลาดซื้อขายนักเตะได้อย่างสบายๆ

ยูฟ่าเกรงว่าทีมเหล่านั้นจะมีความสามารถในการดึงดูดผู้เล่นสูงขึ้น ตรงข้ามกับทีมอื่นๆ ในยุโรปจะอ่อนแอลง สวนทางกับฟุตบอลอังกฤษที่แข็งแกร่งขึ้นทวีคูณ

อันเดรีย ทราเวโซ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนทางการเงินและการวิจัยของยูฟ่า ยอมรับไม่นานนี้ว่า เฉพาะพรีเมียร์ลีกเพียงลีกเดียว ก็สร้างรายได้ถึง 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมดของสโมสรในยุโรป และ40% ของผู้เล่นที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกอยู่ในอังกฤษ

นับเป็นการกระจุกตัวที่น่าเป็นห่วง เพราะบางคนที่แพงมากๆ ยังเป็นแค่ตัวสำรองด้วยซ้ำ

และหลายลีกเริ่มมองว่าตนกำลังจะเผชิญกับการแข่งขันที่สร้างระยะห่างขึ้นไปอีก

ฮาเวียร์ เตบาส ประธานลา ลีกา วิจารณ์อำนาจทางการเงินของพรีเมียร์ลีกจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและปัญหามากขึ้น จึงต้องมีคนมาประสานกฎระเบียบทั้งหมดนี้ เพื่อความยุติธรรมต่อลา ลีกา และ บุนเดสลีกา

แต่พรีเมียร์ลีกโต้แย้งว่ากฎนี้จะช่วยให้สโมสรสามารถวางแผนและลงทุนได้ยาวขึ้นต่างหาก อีกทั้งการที่แต่ละทีมมีศักยภาพมากขึ้นก็ยิ่งทำให้การแข่งขันในประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น ต่างจากหลายลีกที่เป็นเรื่องยากที่ทีมขนาดกลางหรือเล็กจะสามารถต่อกรกับทีมใหญ่ หรือถึงขั้นสอดแทรกคว้าแชมป์

บทสรุปของพรีเมียร์ลีกกำลังจะไร้เทียมทานเหนือกว่าทุกลีกจริงหรือไม่ โปรดติดตามห้ามกะพริบตา.

เฮียเอง