ท่ามกลางกระแสคำถามบนโลกออนไลน์ว่า “ศุภจีหายไปไหน?” และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ประจำทำเนียบรัฐบาล อย่างตรงไปตรงมา พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับ “การทำงาน” มากกว่าการ “สื่อสาร” จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่รับรู้ถึงภารกิจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
“ศุภจี” ยอมรับว่า เดิมมองตัวเองในฐานะ “ข้าราชการการเมือง” ที่ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน จึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของการประชาสัมพันธ์ หรือการตอบโต้กระแสในโลกโซเชียล เท่าใดนัก แต่จากนี้ไปจำเป็นที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรอยู่!!
นอกจากนี้ยังได้อรรถาธิบายให้เห็นถึงภาพการทำงานว่า ไม่ได้เน้นเพียงแค่ที่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แต่ในหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวงแบบ “คลัสเตอร์” หรือ Cluster-based เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การค้า การบริการ ไปจนถึงการลงทุน โดยได้ปรับใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือ กรอ. มาขับเคลื่อนใน 4 เสาหลัก คือ เรื่องของการท่องเที่ยวและบริการ เกษตรและอาหาร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเอสเอ็มอีกับชุมชน เพื่อให้แต่ละภาคส่วนทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ในส่วนของผลงานด้านเศรษฐกิจ “ศุภจี” ระบุว่า สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุด คือ การแก้ปัญหาสินค้าเกษตร โดยใช้กลไกตลาดแทนการใช้งบประมาณรัฐ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ “มะพร้าว” จากเดิมที่เกษตรกรขายได้เพียงลูกละประมาณ 2 บาท ปัจจุบันราคาปรับขึ้นแตะระดับ 15 บาท ผ่านมาตรการหลาย ๆ อย่าง ทั้งการลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ การเชื่อมโยงโรงงานรับซื้อผลผลิต และการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” ให้ชาวสวนสามารถคัดแยกและแปรรูปผลผลิตได้เอง
ขณะที่ “ทุเรียน” ซึ่งปีนี้ผลผลิตมีขนาดเล็กจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง กระทรวงไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤติ แต่กลับพลิกเป็นโอกาส ด้วยการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแข่งขันเรื่องขนาด มาเป็นการขาย “คุณภาพเนื้อทุเรียน” รวมถึงการทำตลาดล่วงหน้าโดยเปิดเส้นทางส่งออกพิเศษ 40 ช่องทางผ่านเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาวและเวียดนามเข้าสู่จีน ทำให้ทุเรียนไทยยังรักษาตลาดไว้ได้ ขณะเดียวกันยังสามารถผลักดันทุเรียนผลเล็ก ที่ได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่น เพื่อรักษาระดับราคาทุเรียนไซส์ใหญ่ได้
ส่วนปัญหาเรื่อง “กุ้ง” ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ซึ่งเหตุผลของปัญหาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 61 แต่ได้แก้ปัญหาโดยเลือกใช้วิธีจับคู่ธุรกิจ เชื่อมผู้ผลิตกับเครือข่ายร้านอาหารและค้าปลีก จนสามารถระบายผลผลิตได้กว่า 2,900 ตัน โดยไม่ใช้งบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐ แม้จะถูกกดดันให้มีการจ่ายเงินอุดหนุนถึงกก.ละ 20 บาทก็ตาม
เรื่องของ “ข้าว” ตอนนี้ราคาข้าวสารขาวปรับราคาขึ้นมาอยู่ที่ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิมที่ราคาต่ำมากอยู่ที่ 334 ดอลลาร์ ฯ ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำแดชบอร์ด ข้าว ลงลึกระดับอำเภอ เพื่อพยากรณ์ผลผลิตและราคาหน้าโรงสีล่วงหน้า 2 เดือน ทำให้ภาครัฐเข้าไปซื้อในราคานำตลาดได้ทันทีและหมุนเวียนนำข้าวไปขายต่อให้กับพันธมิตร โดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ รวมไปถึงการขยายโครงการ “ข้าวประณีต”
เช่นเดียวกับเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาเอ็มโอยูเพื่อซื้อข้าวโพดจีเอ็มโอจากสหรัฐ แต่เป็นเรื่องของภาคเอกชน ซึ่งสาเหตุที่ต้องนำเข้าเป็นเพราะไทยแบนข้าวโพดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดตลาด ปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ลามมาถึงไข่ไก่ และหากไม่ทำอะไรก็อาจลามไปถึงเนื้อไก่ เนื้อหมูได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ได้ใช้วิธีประสานกับพันธมิตรเพื่อตรึงราคาไม่ให้ขึ้นราคามากไปกว่านี้ เป็นต้น
“ศุภจี” ย้ำถึงปัญหาราคาสินค้าอาหารจานด่วน ที่แพงขึ้นตามต้นทุนของราคาพลังงาน ตรงนี้กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งเฉย ได้เข้าไปดำเนินการในทุกทางเพื่อให้ร้านค้ามีต้นทุนที่ไม่เป็นภาระมากเกินไป โดยจัดหาวัตถุดิบ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาช่วยสนับสนุน รวมไปถึงการขยายร้านค้าที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดภาระให้กับประชาชน
ขณะที่การทำงานด้านเจรจาการค้าระหว่างประเทศ “ศุภจี” ฉายภาพให้เห็นว่า ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ทำให้ทำงานด้านนี้ในปัจจุบันซับซ้อนขึ้นมาก ไม่ใช่การเจรจาแบบ 1 ต่อ 1 เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ในการเจรจาแต่ละเรื่องก็มีความคืบหน้า ทั้งกรณีของสหรัฐ ที่กำลังไต่สวนมาตรา 301 เรื่องการทุ่มตลาด ในสินค้ายานยนต์ เครื่องจักร และยาง รวมถึงเรื่องแรงงานบังคับ
ซึ่งไทยพิสูจน์แล้วว่าไม่มีแรงงานบังคับ แต่เราขาดกฎหมายรองรับ จึงถูกเก็บภาษีที่ 12.5% แทนที่จะเป็น 10% ตอนนี้กำลังเจรจาต่อรองให้ยกเว้นภาษีสินค้าที่อเมริกาผลิตเองไม่ได้ (เช่น ข้าวหอมมะลิ) ซึ่งระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.นี้ ก็เตรียมเดินทางไปสหรัฐ เพื่อเจรจากันต่อไปอีก หรือกรณีของเอฟทีเอไทย-อียู ก็สามารถปิดประเด็นไปแล้ว ถึง 8 ประเด็น เหลืออีก 9 บทแต่เจรจาไปเกินครึ่งทางแล้ว จะมีการประชุมรอบที่ 10 ในเดือนก.ย.นี้ โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อให้เอกชนมีเวลาเตรียมตัว
ส่วนกรณีของการค้ากับจีน ที่พบว่ามีสินค้าจีนไหลเข้ามาในไทยจำนวนมาก เรื่องนี้ได้มีการเจรจากับจีน โดยเสนอให้ใช้โมเดล “Co-creation”โดยให้จีนมาลงทุนแบบร่วมทุนในไทย แต่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้วัตถุดิบและซัพพลายเชนของไทย ซึ่งนำร่องด้วยสินค้าเกษตรแปรรูป และทำตลาดร่วมกัน วิธีนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ณ เวลานี้ โลกการค้าปัจจุบันไม่มีประเทศใดอยู่ได้ด้วยตัวเอง การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจจึงเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในอนาคต
นี่เป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่ง ที่“ศุภจี” ได้ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และได้ทิ้งท้าย ไว้ว่า จากนี้ไปให้พยายามสื่อสารให้ทุกฝ่ายรับรู้มากขึ้น และยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนหลักการทำงานที่ยึดมาโดยตลอด คือ “การไม่โกหก” แน่นอน
ทั้งหมดเป็นเพียงแค่บางส่วนที่รองนายกฯคนนี้ ได้สื่อสารไว้ จากนี้ไปก็คงต้องรอดูผลงานต่อไปว่า จากฉายาที่สังคมได้เรียกขานไว้ว่าเป็นหนึ่งใน 3 แม่ครัวของรัฐบาลอนุทิน จะสามารถปรุงรสให้ประเทศไทยกลมกล่อมได้มาน้อยเพียงใด!!



