วิกฤติการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในภูมิภาคตะวันออกกลาง วิกฤติการณ์ระลอกแรกเมื่อปี 2516 มีจุดเริ่มต้นจากการปะทุของสงครามยมคิปปูร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2516 เมื่ออียิปต์และซีเรียเปิดฉากโจมตีอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบโต้การที่สหรัฐตัดสินใจให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ( โอเปก ) จึงประกาศระงับการส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐและประเทศพันธมิตรในยุโรป
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเกือบสี่เท่าในระยะเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ในมิติของราคา แต่ยังเป็นการประกาศศักดาของกลุ่มโอเปก ในการเข้าควบคุมกลไกการตั้งราคาในตลาดโลก แทนที่กลุ่มบริษัทน้ำมันข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เคยครองอำนาจมาก่อนหน้านี้

วิกฤติการณ์ระลอกที่สอง เมื่อปี 2522 มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของอิหร่าน การปฏิวัติอิสลามนำไปสู่การหยุดงานประท้วงในแหล่งน้ำมัน ส่งผลให้การผลิตน้ำมันของอิหร่านลดลงประมาณ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 7% ของการผลิตรวมทั่วโลกในขณะนั้น แม้การขาดแคลนสุทธิในเชิงปริมาณจะอยู่ที่ประมาณ 4-5% เนื่องจากการผลิตจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนบางส่วน แต่สภาวะกักตุนด้วยความตื่นตระหนกจากความกังวลว่า ลัทธิรากฐานนิยมทางศาสนาจะแพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้อุปสงค์เทียมพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าของการขาดแคลนจริง
นัยยะสำคัญของทศวรรษ 1970 คือการที่ระบบเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นพึ่งพาน้ำมันในระดับที่สูงมาก โดยมีความเข้มข้นของการใช้ปิโตรเลียม อยู่ที่ประมาณ 0.12 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 32,632.50 บาท ) การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานจึงส่งผลโดยตรงต่อระดับราคาสินค้าทุกประเภท นำไปสู่สภาวะ “Stagflation” หรือเงินเฟ้อที่พุ่งสูงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะงักงัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในปี 2569 แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิงทั้งในมิติของเทคโนโลยีทางการทหารและขนาดของผลกระทบต่อตลาดพลังงาน ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งเปิดฉากเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 นำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ( ไออาร์จีซี ) มาตรการตอบโต้ที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว ( แอลเอ็นจี ) สายสำคัญที่สุดของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงถือเป็นวิกฤติการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก โดยมีขนาดของการขาดแคลนอุปทานสูงกว่าวิกฤตในปี 2516 และ 2522 ถึง 3-5 เท่า

ความรุนแรงของสถานการณ์ในปีนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสู้รบทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลไกของระบบประกันภัยและการเงิน การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้อัตราเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม พุ่งสูงขึ้นจาก 0.125% เป็น 0.4% ของมูลค่าเรือต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ สิ่งนี้หมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 8.16 ล้านบาท ) ต่อเที่ยว ทำให้บริษัทเดินเรือส่วนใหญ่หยุดการให้บริการผ่านช่องแคบโดยสิ้นเชิง แม้ไม่มีการประกาศปิดทางกฎหมายอย่างเป็นทางการก็ตาม
นอกจากน้ำมันดิบแล้ว วิกฤติการณ์ในปีนี้ ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดแอลเอ็นจี เนื่องจากกาตาร์ซึ่งเป็นผู้ผลิตแอลเอ็นจีรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน การหยุดส่งออกแอลเอ็นจีส่งผลให้ราคาในยุโรปและเอเชียพุ่งสูงขึ้นเกินเลขสองหลัก กระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ผู้ผลิตสารเคมีในเยอรมนีและผู้ผลิตกระดาษในอิตาลีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างทศวรรษ 1970 และปี 2569 มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลไกราคาและการตอบสนองของตลาด ในปี 2522 ราคาที่พุ่งสูงขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไม่มี “ตลาดซื้อขายล่วงหน้า” ที่มีประสิทธิภาพ ราคาน้ำมันส่วนใหญ่ผูกติดกับสัญญาระยะยาว ทำให้เมื่อเกิดการขาดแคลน ผู้ซื้อต้องไปแย่งชิงน้ำมันในตลาดจร ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 8% ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ตลาดมีความเป็นสากลและมีความซับซ้อนทางการเงินสูงขึ้น การเก็งกำไรและความผันผวนในตลาดล่วงหน้าทำให้ราคาตอบสนองต่อข่าวสงครามเร็วกว่าในอดีตมาก โดยมีการแกว่งตัวของราคาอย่างรุนแรงภายในวันเดีย วตามกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย
ในแง่ของความเปราะบางของเศรษฐกิจ แม้ว่าขนาดของการชะงักงันในปี 2569 จะสูงกว่า แต่โลกในปีนี้ มีความ “ยืดหยุ่น” มากกว่าในบางมิติ นอกจากนี้ สหรัฐยังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมาก เนื่องจากการปฏิวัติน้ำมันหินดินดาน ทำให้สหรัฐมียอดการค้าน้ำมันที่เกือบสมดุล และมียอดการผลิตน้ำมันดิบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อปี 2567 อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศยังคงผูกติดกับราคาตลาดโลก ทำให้ชาวอเมริกันยังคงต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานเช่นเดียวกับเมื่อช่วงยุคทศวรรษที่ 1970
อีกหนึ่งจุดที่วิกฤติการณ์ปี 2569 สร้างความเสียหายรุนแรงกว่าคือ “ผลกระทบต่อเนื่องสู่อุตสาหกรรมอื่น” โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ก๊าซธรรมชาติที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน การชะงักงันส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งขึ้น 28% ภายใน 3 สัปดาห์ ซึ่งในทศวรรษที่ 1970 ปัญหานี้ไม่ได้ถูกบันทึกว่าเป็นประเด็นวิกฤตหลัก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในศตวรรษที่ 21 พลังงานได้แทรกซึมลึกเข้าไปในความมั่นคงทางอาหารมากกว่าในอดีต

ความแตกต่างชัดเจนที่สุดในการจัดการวิกฤตระหว่างสองยุค คือการก่อตั้งองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ ( ไออีเอ ) เมื่อปี 2517 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการอุปทานเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในวิกฤติปี 2516 โดยไออีเอประกาศปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์รวมกันถึง 400 ล้านบาร์เรล ในเดือนนี้ ซึ่งเป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ปริมาณน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรลสามารถทดแทนน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เพียงประมาณ 20 วันเท่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 45-50 วัน โลกจะไม่มีน้ำมันสำรองเพียงพอที่จะรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเอาไว้ได้
ในทศวรรษ 1970 การเมืองเรื่องน้ำมันถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับกลุ่มโอเปก โดยมีสหภาพโซเวียตเป็นตัวแสดงรองในมิตินี้ แต่ในปี 2569 ภูมิรัฐศาสตร์พลังงานได้กลายเป็นสนามรบของมหาอำนาจหลายขั้ว จีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกมีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากหนึ่งในสามของน้ำมันที่จีนใช้ต้องผ่านเส้นทางนี้
ท่าทีของจีนต่อวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นการดำเนินนโยบาย “เป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์” จีนปฏิเสธที่โดยพยายามแสดงบทบาทเป็นตัวกลาง ในการเจรจากับอิหร่านเพื่อขอ “สิทธิผ่านทางพิเศษ” สำหรับเรือที่ติดธงจีน ในการล่องป่านช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนอาจมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤติได้ดีกว่าประเทศอื่น เนื่องจากมีคลังสำรองขนาดใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาร์เรล และโครงสร้างอุตสาหกรรมปุ๋ยที่พึ่งพาถ่านหินในประเทศมากกว่าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน รัสเซียและจีนอาจได้รับ “อำนาจต่อรองใหม่” จากวิกฤติครั้งการณ์นี้ ขณะที่โรงงานในยุโรปและอินเดียต้องหยุดการผลิตเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง จีนสามารถใช้ความได้เปรียบทางต้นทุนในการควบคุมตลาดโลกในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและปุ๋ย ภาวะสงครามสหรัฐ-อิหร่านจึงไม่ได้เป็นเพียงวิกฤติพลังงาน แต่เป็นกลไกที่อาจเร่งการเปลี่ยนถ่ายอำนาจทางเศรษฐกิจจากตะวันตกไปสู่ตะวันออกอย่างถาวร หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าขีดความสามารถของคลังสำรองไออีเอจะแบกรับไหว
วิกฤติการณ์ในทศวรรษ 1970 นำไปสู่การกำเนิดของนโยบายการอนุรักษ์พลังงานในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น การกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพเชื้อเพลิงในรถยนต์ ( Corporate Average Fuel Economy – CAFE ) ซึ่งส่งผลให้ความเข้มข้นของการใช้น้ำมันลดลงในระยะยาว สำหรับวิกฤติการณ์ในปี 2569 สิ่งที่น่ากังวลคือการตอบสนองเชิงนโยบายที่สวนทางกันระหว่างเป้าหมายระยะสั้นกับระยะยาว
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากวิกฤติการณ์ในทศวรรษ 1970 ที่ยังคงเป็นความจริงในปี 2569 คือ พลังงานไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นเครื่องมือทางอำนาจที่มีราคาแพงที่สุดเมื่อถูกนำมาใช้เป็นอาวุธสงคราม ความสำเร็จในการก้าวพ้นวิกฤติการณ์ปี 2569 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญเชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโลก ออกจากวงจรฟอสซิลที่เปราะบางนี้อย่างจริงจัง.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP



