ความเข้าใจเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก และบาดแผลที่อาจอยู่ไปทั้งชีวิต
ช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยมีการพูดถึงข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก หลายคนตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็น การข่มขืน หรือเป็นเพียง การอนาจาร บางคนถึงกับพูดว่า ถ้าไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่ถือว่ารุนแรง แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้อาจไม่ง่ายเช่นนั้น
“ข่มขืน” กับ “อนาจาร” ต่างกันอย่างไร? ในทางกฎหมาย คำว่า ข่มขืน มักหมายถึงการบังคับร่วมเพศหรือมีการสอดใส่ทางเพศ ส่วน อนาจาร หมายถึงการกระทำทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น การจับต้องอวัยวะเพศ การบังคับให้เด็กทำกิจกรรมทางเพศ หรือการใช้เด็กเป็นเครื่องตอบสนองความต้องการทางเพศ แม้จะไม่มีการสอดใส่ก็ตาม
ดังนั้น ทั้งสองอย่างแตกต่างกันในข้อกฎหมาย แต่สิ่งสำคัญคือ การที่ไม่เข้าข่ายข่มขืน ไม่ได้แปลว่าเด็กไม่ได้รับบาดเจ็บทางใจ
โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในวัยเด็ก และผู้กระทำเป็นคนใกล้ตัว เด็กไม่ได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กอายุเพียง 8–10 ขวบ ยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจเรื่องเพศอย่างแท้จริง เด็กจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การล่วงละเมิด บางคนรู้แค่ว่า กลัว สับสน อึดอัด ไม่กล้าบอกใคร ยิ่งถ้าผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว เด็กมักยิ่งเงียบ เพราะกลัวบ้านแตก กลัวไม่มีใครเชื่อ หรือถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ ห้ามพูด หลายคนจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ นานเป็นสิบปี
ทำไมบางคนเพิ่งออกมาพูดตอนโตแล้ว? นี่เป็นคำถามที่คนในสังคมถามบ่อยมาก ถ้าเกิดขึ้นจริง ทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนนั้น? ความจริงคือ เด็กที่ถูกล่วงละเมิดจำนวนมากยังไม่พร้อมจะพูดในตอนนั้น บางคนพยายามลืม บางคนกดความทรงจำไว้ และบางคนใช้ชีวิตต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อโตขึ้น เหตุการณ์บางอย่างในชีวิต เช่น การมีครอบครัว การมีลูก หรือแม้แต่การเห็นข่าวคล้าย ๆ กัน อาจทำให้ความทรงจำและความรู้สึกเจ็บปวดกลับมาอีกครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เสียหายหลายคนจะเพิ่งกล้าเล่า เมื่ออายุ 30 หรือ 40 ปีแล้ว.
ศ.เกียรติคุณ น.ท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
รพ.รามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล



